วิธีรักษาสุขภาพแบบง่ายๆ ที่ทุกคนก็รู้แต่ไม่เคยทำได้จริง

           ชีวิตทุกวันนี้หลังลืมตาตื่นขึ้นมา เราต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษ โรคระบาดที่รุนแรงอย่างโควิท-19 ความเครียดจากการทำงาน ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตใจและสุขภาพของเรา แต่ไม่ว่าคุณจะเจออะไรมาขอเพียงแค่คุณไม่ท้อ

คุณก็จะผ่านเรื่องราวเหล่านั้นไปได้ มาเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ  เรื่องที่เรากำลังจะบอกต่อไปนี้คิดว่าทุกคนก็คงจะรู้กันอยู่แล้ว  แต่จะมีสักกี่คนที่ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นเพื่อการมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี คุณจะต้องลงมือปฏิบัติตามที่เราจะบอกต่อไปนี้ค่ะ 

  1. นอนให้หลับ   :  ในหนึ่งวันเราจะต้องนอนได้วันละ6- 8 ชั่วโมง  การที่เรานอนน้อยเกินไปหรือนอนมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทางที่ดึควรเปลี่ยนแปลงตัวเอง เมื่อถึงเวลานอนก็ต้องเข้านอน 
  2. ยิ้มและหัวเราะ  :  การยิ้มหรือหัวเราะให้กับผู้คนรอบตัว ช่วยให้คุณดูเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ อีกทั้งยังช่วยให้คุณเป็นคนร่าเริงแจ่มใส ไม่เป็นโรคเครียด และยังช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย
  3. พัก 10 นาที  : บางครั้งร่างกายก็ต้องการพักผ่อน ถ้าวันไหนคุณเหนื่อยล้าให้คุณลองหามุมเงียบๆนั่งอยู่คนเดียวซัก 10 นาที  นั่งนิ่งๆไม่ต้องคิดอะไรเลย ปล่อยให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลาย แล้วค่อยกลับมาสู้กับงานที่อยู่ตรงหน้าใหม่
  4. กินแต่สิ่งดีๆ  : อย่าตามใจปากจนมากเกินไป ก่อนจะกินอะไรควรพินิจพิเคราะห์ให้ดีเสียก่อน ว่าของที่กินเข้าไปนั้นมันมีประโยชน์ต่อร่างกายของเรามากน้อยเพียงใด คนเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งใดมีประโยชน์สิ่งใดกินเข้าไปจะเกิดโทษแต่ส่วนใหญ่ก็มักทำกันไม่ได้เนื่องจากของอร่อยมันโลกใบนี้มักจะเป็นของที่ไม่ค่อยมีประโยชน์แถมทำให้อ้วนนั่นเอง
  5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ : ต้องดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว นอกจากจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้ว การดื่มน้ำเปล่า ยังทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดและระบบขับถ่ายของเราทำงานอย่างเป็นปกติช่วยให้สุขภาพกายดีขึ้น
  6. ออกกำลังกาย : เลือกออกกำลังกายชนิดที่คุณชอบ และควรออกอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน การออกกำลังกายนอกจากจะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงแล้ว  มันยังช่วยฟื้นฟูจิตใจของเราให้ไม่ต้องมาคิดและวิตกกังวลกับเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวอื่นๆขณะที่ออกกำลังกายนั่นๆอยู่
  7. คิดบวก   : ปรับทัศนคติและมุมมองในชีวิตเสียใหม่ มองสิ่งที่มากระทบกับชีวิตของเราในแต่ละวันให้เป็นบวก  ยิ่งคิดบวกมากเท่าไหร่ จิตใจก็ยิ่งเบิกบาน สมองไม่ต้องทำงานหนักไม่ต้องมาเป็นโรคเครียดชีวิตก็จะมีแต่ความสุข

   8.ไม่ทำกิจกรรมที่ทำลายสุขภาพ   : งดการไปปาร์ตี้ งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า  งดทำทุกกิจกรรมที่เป็นการทำลายสุขภาพ เพราะกิจกรรมพวกนี้ไม่มีผลดีต่อร่างกาย มิหนำซ้ำยังทำให้สิ้นเปลืองเงินทองและเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

คำถามที่พบบ่อยเราควรใช้เครื่องช่วยฟังข้างเดียวหรือสองข้างดี

สำหรับคนที่กำลังศึกษาเรื่องของเครื่องช่วยฟัง หลายคนคงอยากจะรู้ว่าหากเรามีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน เราควรใช้เครื่องช่วยฟังกี่ข้างดีจะใส่ข้างเดียวหรือสองข้าง ถ้าเรามีปัญหาด้านการได้ยินทั้งสองข้างเลย แต่เราจะใส่เครื่องช่วยฟังข้างเดียวได้ไหม วันนี้เรามีคำตอบดีๆมาให้ค่ะ

            ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าความผิดปกติทางการได้ยินของเรานั้น มีปัญหาข้างเดียวหรือสองข้าง

  1. หากเรามีความผิดปกติทางการได้ยินข้างเดียว เราสามารถใช้เครื่องช่วยฟังข้างเดียวได้ เพราะปกติหากเราไม่ได้เสียงข้างเดียว เราจะมีหูอีกข้างช่วยในการได้ยินเสียงอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าประสาทการได้ยินของเราจะได้ยินเสียงเบามากเท่านั้นเอง หรือหากใครมากระซิบเรียกข้างหูฝั่งที่เรามีปัญหาการได้ยิน ก็จะทำให้เราไม่ได้ยินเสียงได้ ดังนั้นการใช้เครื่องช่วยฟังมาไว้กับหูข้างที่ไม่ได้ยิน จะทำให้เราได้ยินเสียงชัดเจนยิ่งขึ้นกับหูทั้งสองข้าง
  2. หากเรามีความบกพร่องทางการได้ยินกับหูทั้งสองข้างแล้ว เราควรใส่เครื่องช่วยฟังกับหูทั้งสองข้างของเรา เพราะการที่เราใส่แค่ข้างเดียวแต่หูอีกข้างยังไม่ได้ยินประสิทธิภาพการได้ยินย่อมน้อยกว่าการใส่หูฟังทั้งสองข้าง แต่ก็ยังมีอีกกรณีที่เราใส่ข้างเดียวได้นั่นก็คือ หากมีการตรวจสอบจากแพทย์แล้วพบว่า เรามีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินกับหูทั้งสองข้าง แต่พบว่าหนึ่งข้างนั้นเป็นโรคหูหนวกที่สามารถได้ยินได้อีกแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟัง  เพราะแม้ว่าถึงจะใช้เครื่องช่วยฟัง เราก็จะไม่ได้ยินนั่นเอง

เครื่องช่วยฟัง มีหน้าที่เพิ่มระดับเสียงให้เราได้ยินเสียงให้ชัดเจนมากขึ้น นั่นหมายความว่าหูของเราที่ผิดปกติยังพอที่จะได้ยินเสียงบ้างแต่เสียงค่อนข้างเบามากจนเราแทบจะไม่ได้ยิน เราจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังมาขยายให้เสียงมีความดังมากขึ้น เพื่อให้เราได้ยินเสียงชัดเจนยิ่งขึ้น แต่การใส่เครื่องช่วยฟังจะไม่สามารถรักษาอาการความผิดปกติของหูได้ดังนั้น

หากเรามีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน แนะนำว่าควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาก่อนซื้อเครื่องช่วยฟังใส่เอง เพราะระหว่างที่เราใส่เครื่องช่วยฟังแล้วหมอสามารถหาทางรักษาความผิดปกติทางการได้ยินของเราได้ ก็จะได้เป็นผลดีต่อตัวเรายิ่งขึ้น และหากว่าเรามีความผิดปกติแล้วไม่รีบรักษาใช้แต่เครื่องช่วยฟังอย่างเดียว เมื่อถอด เครื่องช่วยฟัง ความผิดปกติจากการได้ยินก็จะยังคงอยู่ และหากปล่อยไว้นานไปอาการจะยิ่งเป็นมากกว่าเดิม