ภาวะการเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย

เด็กที่เป็นหนุ่มสามก่อนวัยนั้นจะพบในผู้หญิงมากกว่าในผู้ชาย ประมาณ 10-20 เท่าซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะและส่วนใหญ่นั้นการเกิดภาวะแบบนี้นั้นมักจะไม่ทราบสาเหตุ นอกเสียจากกรณีที่เป็นสาวก่อนวัยก่อนอายุ6ปี

ตามปกติกฎเกณฑ์ที่ใช้กันนั้นถ้าหากว่าเด็กผู้หญิงที่เริ่มมีไตแข็งใต้ราวนมตอนอายุ8ปีและสูงเร็วและถ้าหากมีการเอ็กซเรย์อายุกระดูกแล้วกระดูกเกินอายุจริงมากกว่า1ปีนั้นถือว่าเป็นเกณฑ์ในผู้หญิง และในเกณฑ์ของผู้ชายนั้นคือถ้าหากความยาวของลูกอัณฑะนั้นยาวเกิน 2.5เซนติเมตรก่อนอายุ9ปี สูงเร็วและเอ็กซเรย์อายุกระดูกแล้วและอายุกระดูกเกินอายุจริงมากกว่า1ปีก็จะใช้กฎเกณฑ์เดียวกันกับผู้หญิงนั่นเอง

วิธีการสังเกตในผู้หญิงว่ามาวะที่เป็นหนุ่มสาวก่อนวัยหรือไม่ โดยผู้ปกครองจะสามารถสังเกตได้จากการใช้นิ้วสองข้างคลำจากราวนมด้านนอกโดยการขยับนิ้วเข้าหากันถ้าหากคลำและไล่มาเรื่อยๆบริเวณราวนมถึงหัวนมนั้นมีความนิ่มไปหมดไม่มีไตแข็งอยู่ระหว่างนิ้วสองข้าง

ก็แสดงว่าอาจจะไม่มีภาวะการเป็นสาวก่อนวยอันควรนั่นเองอาจจะแค่อ้วนเกินไปแต่ถ้าหากมีการคลำแล้วเจอไตแข็งบริเวณราวนมนั้นแสดงว่านั่นคือไตเต้านมและนี่เป็นวิธีที่สามารถทำได้โดยง่ายๆในเด็กผู้หญิงและอาจจะสังเกตควบคู่ด้วยว่าเด็กนั้นมีความสูงเร็วหรือไม่ประกอบกันทั้งสองอย่าง

วิธีการสังเกตในผู้ชายว่ามาวะที่เป็นหนุ่มสาวก่อนวัยหรือไม่ คือการสังเกตว่ามีความสูงเร็วหรือไม่และการวัดขนาดลูกอัณฑะหากมีความยาวมากกว่า 2.5เซนติเมตรก่อนอายุ9 ปีก็ถือว่าเป็นความผิดปกติแล้วควรจะรีบมีการมาพบแพทย์ในทันที และการเอ็กซเรย์กระดูก

เมื่อมีการเอ็กซเรย์และนำภาพมาเทียบกับภาพมาตรฐานและอ่านตามอายุกระดูกและหากเหมือนภาพไหนก็แสดงว่าอายุกระดูกเด็กเท่ากับอายุกระดูกไหนนั่นเอง โดยอายุกระดูกนั้นจะบ่งชี้ว่าเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชายคนนั้นกำลังเข้าสู่วัยรุ่นแล้วนั้นเอง เช่น เด็กผู้หญิงอายุกระดูกประมาณ 10 ปี บวกลบ6 เดือน ก็คือเริ่มเป็นสาวแล้วจะมีไตบริเวณใต้ราวนมและเมื่ออายุ 11 ปี

จะสูงเร็วในช่วงนี้ และจะเริ่มมีประจำเดือนในปีถัดไปและจะหยุดโตในช่วงอายุประมาณ16ปี และในเด็กผู้ชายนั้นจะมีความยาวของขนาดอัณฑะในช่วง 10-12ปี และจะสูงเร็วประมาณ1 ปีในช่วง 13-14ปีครึ่ง และหลังจากนั้นจะเริ่มมีเสียงแตกและจะหยุดโตในช่วงที่อายุกระดูกประมาณ18ปีนั่นเอง ซึ่งส่วนมากแล้วก็จะสามารถสั่งเกตได้จากการเจริญเตอบโตในแต่ละช่วงวัยของเด้กนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

สาเหตุของผมร่วงมีดังนี้ 

คุณรู้หรือไม่ว่าความกังวลเป็นจุดบ่อเกิด ของอาการผมร่วงซึ่งหลายคนมีความคิดกังวลทุกครั้งหากมีการสระผม หลายคนอาจจะสังเกตเห็นว่าการสระผมนั้นทำให้ผมร่วงจำนวนมากซึ่งทำให้ผมเบาบางลงไปค่อนข้างเยอะบางคนร่วงเป็น กระจกเลยโดยใครที่กำลังกังวลเกี่ยวข้องกับผมของตัวเองที่กำลังร่วงอยู่นั้นอาจจะมองว่าผมของบางคนร่วงมากกว่าเมื่อก่อนซึ่งมีการบำรุงค่อนข้างที่จะดีแล้วแต่ก็ยังร่วงอยู่ดังนั้นวันนี้มาดูสาเหตุกันดีกว่าค่ะว่า ผมร่วงเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง 

ผมร่วงเกิดจากสาเหตุอะไรกันนะ 

การสระผมบ่อยเกินไปก็ทำให้ผมร่วงได้เช่นกัน 

สำหรับใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับหนังศีรษะมันหรือปัญหาสำหรับคนออกกำลังกายบ่อยครั้งจนทำให้เป็นสาเหตุที่เรานั้นจะต้องสระผมอยู่บ่อยครั้งก็ตามคุณรู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้วสำหรับบุคคลที่สระผมบ่อยเกินไปก็อาจทำให้หนังศีรษะแห้งได้ซึ่งสาเหตุของหนังศีรษะแห้งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดให้เกิดอาการคันของศรีษะที่เป็นผลของการระคายเคืองและเป็นที่มาของการเป็นรังแคอีกด้วยนะดังนั้นสาเหตุเหล่านี้จึงก่อให้เกิดปัญหาผมร่วงได้ 

การหวีผมแรงแรงบ่อยบ่อยหรือหวีผมขณะที่ผมเปียกก็ช่วยทำให้ผมร่วงเหมือนกัน 

สำหรับบุคคลที่มีผมยาวแล้วต้องการหวีผมตัวเองบ่อยบ่อยคุณรู้หรือไม่ว่าการหวีผมโดยการหวีผมเปียกหรือผมยังไม่แห้งสนิทดีนั้นเป็นการทำร้ายผมโดยตรงเนื่องจากการหวีผมเป็นการก่อให้เกิดผมหลุดร่วงมากขึ้นและการหวีผมนั้นเป็นการเกิดการเสียดสีระหว่างหวีและเส้นผมซึ่งมัน จะก่อให้เกิดผมที่แห้งเสียได้ 

ใครที่ใช้ไดเป่าผมบ่อยบ่อยควรฟังไว้ 

คุณรู้หรือไม่ว่าความร้อนที่มาจากได้ป่าวผมเป็นการทำให้ผมแห้งเสียง่ายที่สุดและนอกจากนั้นยังก่อให้เกิดหนังศีรษะแห้งซึ่งจะส่งผลให้คันและขาดความชุ่มชื้นต่อศรีษะของคุณได้และนั่นจะก่อให้เกิดสาเหตุที่ทำให้ผมหลุดร่วงยิ่งการจ่อไดเป่าผมไปที่หนังศีรษะของตนเองและเป็นการใช้นานจนเกินไปก็เป็นการทำร้ายผมของคุณอย่างตรงจุด 

 สำหรับท่านที่ชอบทานอาหารรสจัดเสียงให้ผมหลุดร่วงได้นะ 

คุณรู้หรือไม่ว่าอาหารที่มีรสจัดส่งผลให้ผมคุณร่วงเพราะเกิดจากอาหารที่มีรสจัดนั้นทำให้ความดันโลหิตสูงและเส้นเลือดหดตัวลงดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงรากผมได้น้อยลงนั่นเองนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมของเราไม่แข็งแรงและเกิดการหลุดร่วงได้ง่ายขึ้น     

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

สังเกตอาการหากมีอาการง่วงนอนบ่อยอาจเกิดมาจากสาเหตุต่อไปนี้

 เชื่อว่าหลายคนคงมีอาการเหมือนกันคือเมื่อกินอิ่มก็จะเริ่มง่วงนอน โดยเฉพาะคนที่ทำงานในออฟฟิตมักจะพบปัญหานี้กันเกือบแทบทุกคน ซึ่งอาการง่วงระหว่างวันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแต่หากเป็นทุกวันเราอาจจะต้องมาหาสาเหตุกันแล้วว่าเกิดจากอะไร

เพราะอาจจะเป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังเป็นโรคอะไรอยู่หรือไม่ 

  1. โรคนอนไม่หลับ  หลายคนเป็นโรคนี้กันมาก คือกลางคืนไม่ง่วงนอน ดังนั้นพอมาตอนกลางวันร่างกายจึงทนไม่ไหว เกิดอยากจะมานอนหลับในตอนกลางวันซะนี่ ซึ่งปัญหาที่เรานอนไม่หลับในตอนกลางคืนส่วนมากจะเกิดมากจากความเครียดที่สะสมเอาไว้ทั้งการเครียดเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ซึ่งเราควรจะรีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับผลกระทบจากอาการนอนไม่หลับของเรา หรือหากมีอาการหนักมากขึ้นเรื่อยๆควรปรึกษาแพทย์
  2. โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการที่เรานอนไม่หลับ พอนอนไม่หลับร่างกายก็เกิดอาการเพลีย และเมื่อร่างกายมีอาการเพลียเมื่อยล้ามากๆผลทีตามมาจะทำให้เราปวดหัว นอนหลับไม่สนิท มีความรู้สึกว่านอนเท่าไหร่ก็ไม่พอกับที่ร่างกายต้องการและอาจจะมีผลกระทบต่อระบบความจำได้อีกด้วย
  3. โรคลมหลับ  ซึ่งโรคนี้มักพบมากในเด็กและผู้ใหญ่ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่ายกาย โดยอาการของโรคจะง่วงนอนในตอนกลางคืนแต่กลางคืนทำยังไงก็นอนไม่หลับ ซึ่งจะมีผลกับพัฒนาการทางสมองถ้าเกิดกับเด็กและหากเกิดกับผู้ใหญ่มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงาน เพราะหากเราแอบงีบหลับในตอนกลางวันอาจจะถูกหัวหน้าตำหนิเอาได้ และหากง่วงในช่วงที่กำลังขับรถอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ซึ่งมีผลต่อชีวิตของเราและผู้อื่นด้วย
  4. โรคเบาหวาน สำหรับคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลให้ง่วงนอนได้ง่าย
  5. โรคโลหิตจาง  ซึ่งการเป็นโรคนี้มีสาเหตุมาจากการกินอาหารไม่เพียงพอแต่ร่างกายต้องการ และมีผลกระทบมาถึงการทำงานของสมองช้าลง รู้สึกหน้ามืดและมักจะอ่อนเพลียอยู่เป็นประจำที่สำคัญจะรู้สึกง่วงนอนตลอดเวลาทำให้หน้าตาไม่สดใส
  6. การเสียเลือดมาก ก็มีผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลียส่งผลให้เราง่วงนอนได้เช่นกัน

สิ่งเหล่านี้คือผลพวงที่ตามมาหากเรามีอาการง่วงนอนเพราะโรคที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะให้ร่างกายของเราอ่อนเพลีย ซึ่งเมื่อร่างกายอ่อนเพลียแล้วจึงมีการปรับสมดุลให้กับตัวเอง โดยร่างกายจะพยายามบังคับให้เราต้องนอนหลับพักผ่อน

ดังนั้นจึงทำให้เราเกิดความรู้สึกง่วงในแทบจะตลอดเวลาในเวลากลาง ซึ่งเราควรรีบรักษาเร่งด่วนเพราะมีผลกระทบกับการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ขายไหม

ตื่นแล้วนอนต่อส่งผลเสียต่อสุขภาพ

การนอนหลับถือว่าเป็นการพักผ่อนที่ทุกคนชอบมันเป็นอย่างมาก

คุณคงเคยมีความคิดอยากจะหลับนานๆแบบไม่ตื่นเลยไหม แต่นั้นคงไม่ใช่การพักผ่อนระยะสั้นสินะ ทุกคนล้วนแล้วแต่จะต้องตื่นขึ้นมาทำกิจกรรมในเช้าวันใหม่กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะต้องไปเรียน ไปทำกิจกรรมตามโปรแกรม หรือทำงาน คุณเคยรู้สึกไหมว่าไม่อยากตื่นเลย แต่ไม่ใช่การนอนแบบไม่มีวันตื่นนะ ที่หมายถึงก็คือ คุณอาจจะมีความรู้สึกที่ยังอยากจะนอนต่อหลังจากที่ลืมตาตื่นขึ้นมา

เชื่อเถอะว่าอาการแบบนี้ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่เป็น ยังมีอีกหลายคนเลยนะที่มีความรู้สึกแบบนี้ ถ้าคุณของีบอีกสัก 10-20 นาทีมันก็คงจะเป็นอะไร แต่บางคนนั้นตื่นแล้วนอนต่ออีกยาวๆ แน่นอนว่าคุณจะมีความสุขแต่สุขภาพร่างกายของคุณนั้นจะแย่เอาได้นะ

ต้องย้อนกลับไปว่าทำคุณถึงมีอาการง่วงได้มากถึงขนาดนี้ นั้นมาจากการที่คุณนอนดึกใช่หรือไม่ ซึ่งตามหลักแล้วถ้าหากเราไม่มีกิจกรรมหรือความจำเป็นที่จะต้องนอนดึกมาก เวลาที่ควรนอนคือก่อน 22.00 น. และถ้าหากมีความจำเป็นจริงๆก็ควรนอนไม่เกินเวลา 00.00 น. หรือ เที่ยงคืน เพราะช่วงเวลาหลังจากนี้จะเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนต่างๆออกมา

และอวัยวะต่างๆต้องการซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งถ้าเราไม่นอนนั้นเท่ากับว่าเราได้เปิดระบบการทำงานอวัยวะต่างๆในร่างกายให้ทำงานอยู่ ซึ่งผลที่ตามมาคือการที่คุณนอนดึกและตื่นสาย ถึงแม้ว่าตัวคุณจะบอกว่า นอนดึก แต่ก็นอนครบ 6-8 ชั่วโมงตามเวลาที่เป็นมาตรฐานต่อการพักผ่อน แต่ก็ไม่มีค่าเช่นเคยเพราะคุณไม่นอนตรงตามเวลาที่ร่างกายควรได้พัก

อาการที่ตามมาคือ อาการเพลีย ความเหนื่อยล้าหลังจากตื่นนอนในครั้งแรกของวันใหม่ เมื่อคุณรู้สึกถึงอาการเหล่านี้จะทำให้คุณมีความคิดที่จะไม่อยากลุกออกจากที่นอนเลย และเป็นที่มาของการทำให้คุณนั้นเลือกที่จะกลับลงไปนอนต่อ หากงีบต่ออีกสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร แต่คุณจะทำอย่างนั้นได้จริงหรือ รู้ตัวอีกทีคุณก็อาจจะเผลอหลับต่อไปแล้วหลายชั่วโมง และการที่คุณตื่นขึ้นมาในรอบที่สอง ก็ไม่สามารถการันตีได้เลยว่าอาการง่วงของคุณจะหายไป

ยิ่งการนอนตื่นสาย การต่อต่อในตื่นแรก สิ่งเหล่านี้จะยิ่งทำให้คุณนั้นมีอาการเพลียและเหนื่อยไปมากกว่าเดิม แล้วคุณก็อยากจะนอนต่อเหมือนเดิม โดยรวมแล้วการนอนพักผ่อนถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรนอนให้เป็นเวลา นอนให้ครบเวลา พยายามที่จะลุกขึ้นมาทำกิจกรรมในวันต่อๆไปให้ได้ อย่าปล่อยให้เวลาเสียเปล่าไปกับการนอนอย่างเดียว

 

สนับสนุนโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

ปวดหัวบ่อยๆ ปวดตำแหน่งไหน สื่อถึงอะไร

ปวดศรีษะในตำแหน่งต่างๆ บางทีอาจจะเพียงพอบอกโรคอย่างคร่าวๆได้บ้าง

1. โรคปวดหัวที่พบได้มากที่สุด เป็นโรคปวดศีรษะที่เกิดขึ้นจากการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบๆ หัวหรือศีรษะของเรา ตำแหน่งที่ปวดหัวที่พบได้ทั่วไปเป็น ตำแหน่งรอบๆ หน้าผากแล้วก็ขมับทั้งสองข้าง บางคราวก็ร้าวมาที่ข้างหลังของหัวและก็ก้านคอ รวมทั้งบ่าไหล่ร่วมด้วย อันนี้เป็นสภาวะที่อาจเกี่ยวกับความเคร่งเครียดด้วย

2. ปวดหัวจากโรคไมเกรน จะมีลักษณะอาการปวดรอบๆ ขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งอาจจะปวดสลับกันได้ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวา รวมทั้งเวลาปวดบางครั้งก็อาจจะมีเจ็บปวดรวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย คนป่วยก็จะมีลักษณะอาการอ้วกคลื่นไส้ เวียนหัว แล้วก็ตอนที่มีลักษณะอาการปวด ถ้าหากอยู่ในที่แสงไฟแรง เสียงดังหรือกลิ่นแรงอาการจะแย่ลง

3. ปวดอันถัดไปก็เป็นปวดที่พบได้มาก เป็นปวดรอบๆ โหนกแก้มทั้งสองข้างลงมาจนกระทั่งรอบๆ หน้าผากด้วย หรือปวดตรงรอบๆ สันจมูก อันนี้เป็นตำแหน่งของไซนัส ถ้ามีการอักเสบของไซนัส ผู้เจ็บป่วยก็จะมีลักษณะปวดที่ตรงตำแหน่งนี้

4. ปวดที่เกิดขึ้นมาจากการอักเสบของฟันกราม ชอบมีลักษณะอาการปวดรอบๆ หน้าใบหู ซึ่งสมาคมกับการบดของกินร่วมด้วย คนเจ็บบางบุคคลอาจไม่ทราบว่าตนเองมีการกัดฟันตอนเวลาเข้านอน ตื่นรุ่งเช้ามาก็คิดว่าเวลาขยับปากหรือเวลาบดของกิน จะรู้สึกเจ็บปวดรอบๆ หน้าใบหู บางทีก็อาจจะส่งผลกับภาวการณ์กระดูกฟันกรามหน้าใบหูอักเสบได้

5. ลักษณะของการปวดบางครั้งอาจจะมาจากโรคที่รุนแรงมากยิ่งกว่านั้นได้อีก ไม่ว่าจะเป็นโรคเส้นเลือดสมอง หรือโรคเนื้องอกสมอง ซึ่งเหล่านี้ ลักษณะของการปวดจะมีลักษณะร้ายแรง มีการปวดที่เป็นอย่างหนักเพิ่มมากขึ้นประเภทที่ว่า ในชาตินี้ไม่เคยปวดอย่างนี้มาก่อน ไม่เคยปวดแบบงี้จนกระทั่งอายุเกิน 50 ปี อันนี้พวกเราก็เริ่มสงสัยแล้ว นอกเหนือจากนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการมองเห็นที่เปลี่ยนไปจากปกติ ไม่ว่าจะเห็นภาพซ้อน หรือเห็นไม่ชัดเจน มีการชาหรืออ่อนกำลังของกล้ามต่างๆ ของร่างกายร่วมด้วย หรือบางบุคคลอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีลักษณะการกระทำที่แตกต่างจากปกติไปกว่าเดิม รวมถึงชัก เมื่อมีลักษณะอาการพวกนี้ ชี้แนะให้มาเจอหมอโดยเร่งด่วน หรือลักษณะของการปวดหัวที่เป็นไข้หรือคอแข็งร่วมด้วย เหล่านี้บางทีอาจจะสื่อได้ว่าว่ามีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง อันนี้ก็แนะนำให้รีบมาพบหมอโดยเร็ว

อาการน่าเป็นห่วง เมื่อแพ้นมวัว

ถึงแม้ว่านมวัวจะอุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียมสูง และวิตามินมากมายที่เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายช่วยในการเจริญเติบโตและระบบอวัยวะต่างๆ แต่ถึงจะมีประโยชน์มากแค่ไหนก็ตาม ก็ยังพบว่ามีผู้แพ้นมวัวอยู่ สามารถเป็นได้ตั้งแต่เกิด หรือบางคนก็พึ่งมารู้ตอนที่โตแล้ว โดยจะเกิดอาการแพ้รุนแรงจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งหากรู้ถึงสาเหตุและวิธีการป้องกันก็จะสามารถควบคุมอาการได้

อาการแพ้นมวัว
อาการแพ้นมวัวต่างกับภาวะขาดเอนไซม์ย่อยแล็กเทส ตรงที่อาการแพ้นมวัว จะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน จะมีอากรที่รุนแรงมากกว่า ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยแล็กเทส ซึ่งแลกโทสเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่พบในนมวัว ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือท้องเสีย หลังจากที่เรารับประทานผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมเข้าไป
โดยทั่วไปอาการแพ้นมวัวจะแตกต่างกันในแต่ละวัยดังนี้
           

           a. ในเด็กอ่อน
อาการที่พบจะมีตั้งแต่ขั้นเล็กน้อยตลอดจนรุนแรงมาก คือ
– ปวดท้อง อาเจียน
– มีผื่นลมพิษ ผื่นคันตามผิวหนัง
– ไอ หายใจเสียงดังวี้ด หายใจลำบาก
– หน้าบวม
หากอาการรุนแรงอาจมีอาการท้องเสีย มีเลือดออกช่องทวารหนัก และเด็กจะร้องไห้ไม่ยอมหยุด ซึ่งอาการจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อหยุดให้เเด็กดื่มนมสูตรนี้เท่านั้น
         

           b. ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่
อาการที่พบจะมีความรุนแรงมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนอาจจะแพ้ทันทีที่ดื่มนมไป หรือแพ้ทันทีที่รับประทานอาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ อาการที่พบจะ
– มีลมพิษ
– หายใจดังวี้ด
– อาเจียน
แต่บางคนอาจแสดงอาการเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง
– อุจจาระเหลว อาจมีเลือดปน ท้องเสีย เป็นตะคริวที่ช่องท้อง
– ไอ หายใจดังวี้ด
– น้ำมูกน้ำตาไหล
– มีผดผื่นคัน ซึ่งพบบ่อยบริเวณรอบปาก

หนองใน ติดหรือไม่ติด รู้ได้อย่างไร?

หนองใน ติดหรือไม่ติด รู้ได้อย่างไร?
การติดหรือไม่ติดเชื้อหนองในที่เรียกว่า ไนซีเรีย โกโนเรียอี (Neisseria gonorrhoeae) นั้น สามารถติดกันได้ง่ายมากๆ สังเกตได้จากพฤติกรรมเสี่ยงของคุณ หากคุณเอง หรือคู่นอนของคุณมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม คุณควรที่จะรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย เมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจ แพทย์ก็จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน โดยในขั้นตอนการวินิจฉันเบื้องต้นนั้นสามารถทำได้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน และทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ หากผลออกมาพบว่าเป็นหรือมีโอกาสเป็นหนองในก็ต้องเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นร่วมด้วย อาทิ HIV , ไวรัสตับอักเสบบี และซิฟิลิส
ในการตรวจหาเชื้อควรตรวจจากตัวอย่างสำหรับส่งตรวจในทุกตำแหน่งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น ในคอหากเคยมีเพศสัมพันธ์โดยการใช้ปาก ทวารหนักหากเคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เป็นต้น ในปัจจุบันมีการตรวจโดยการหาสารพันธุกรรมของเชื้อหนองใน แต่เนื่องจากมีราคาค่าตรวจวินิจฉัยแพง จึงเลือกใช้สำหรับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น

อาการของหนองในที่สังเกตเห็นได้

ผู้ชาย : หากคุณไปเสี่ยงรับเชื้อมาภายหลังจากที่ได้รับเชื้อประมาณ 2 – 10 วัน จะเริ่มรู้สึกแสบในลำกล้องเวลาที่ปัสสาวะ หรือในบางรายอาจมีอาการปัสสาวะขัด นอกจากนี้ยังมีหนองไหลออกมาจากท่องปัสสาวะ ในระยะแรก หนองจะเป็นแค่มูกใสๆ ที่ไม่ใช่น้ำปัสสาวะ หรืออสุจิ หลังจากนั้นอีก 12 ชั่วโมง สีของหนองจะมีความข้นขึ้นออกไปทางเหลือง และจะออกมาคล้ายกับเส้นก๋วยเตี๋ยว บางรายอาจจะรู้สึกปวดและบวมที่ถุงอัณฑะ หรืออาจมีการอักเสบที่บริเวณหนังหุ้มปลายองคชาตร่วมด้วย แต่จะพบได้น้อย ในทางตรงกันข้าม เพศชายประมาณ 10% ที่ติดเชื้อหนองในอาจไม่มีอาการเหล่านี้แสดงออกมาให้เห็นได้ชัด แต่ก็ยังสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้

ผู้หญิง : ในะระยะแรกที่มีการติดเชื้อหนองในจะไม่มีอาการหรือแสดงอาการออกมาน้อยมาก แต่หลังจากผ่านระยะแรกไปแล้วไม่นานนักก็จะมีอาการตกขาวผิดปกติ เช่น มีปริมาณที่มากขึ้น , เป็นหนองสีเหลือง หรือสีเขียว , มีกลิ่นเหม็น , ไม่คัน , มีอาการขัดเบาและแสบร้อนทุกครั้งเมื่อปัสสาวะ , ปัสสาวะขุ่น , ปวดท้องน้อย , เลือดออกกะปริดกะปรอยในระหว่างที่มีรอบเดือนซึ่งพบได้น้อย แต่หากมีอาการอักเสบของปีกมดลูก จะทำให้มีไข้สูง , หนาวสั่น , ปวด และกดเจ็บตรงบริเวณท้องน้อยคล้ายปีกมดลูกอักเสบ ในเพศหญิงนั้นมีความหลากหลายของอาการมากและประมาณ 50% ที่ติดเชื้อหนองในอาจจะไม่มีอาการเหล่านี้หรือสังเกตได้ยาก แต่ที่น่ากลัวคือสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้

ต้านภัย PM 2.5 ด้วยอาหารที่ไม่เคยรู้

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองจิ๋ว PM 2.5 ในปัจจุบันจะเริ่มเบาบางลงแล้วบ้าง แต่สภาพของอากาศในกรุงเทพฯ ก็ยังเต็มไปด้วยมลพิษให้ได้สูดดมกันเข้าไปอยู่ทุกวัน และเราต่างได้รับผลกระทบนี้กันไปเต็มๆ แต่อย่างไรก็ตามหนึ่งวิธีที่จะสามารถดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีได้ก็คือ การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ช่วยเสริมภูมิร่างกายให้แข็งแรง พร้อมรับมือต้านมลพิษที่ฟุ้งกระจายอยู่ในเมือง อย่ารอช้าเลยค่ะ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าอาหารที่ว่าดีนี้มีอะไรบ้าง

ผักตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ บร็อกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ล้วนอุดมด้วยสารอาหารและวิตามินหลากหลายชนิด โดยเฉพาะสารชัลโฟราเฟนที่จะช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย จึงจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเป็นมะเร็งปอดจากมลพิษฝุ่นพิษต่างๆ และยังช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วย

ผลไม้มากวิตามินซี นอกจากช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสในแบบที่สาวๆ ชอบแล้ว ผลไม้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เสริมภูมิร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยขับสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายที่อาจได้รับจากปัญหามลพิษ บรรเทาอาการภูมิแพ้และทำให้ปอดแข็งแรงขึ้น พบมากในผลไม้จำพวกฝรั่ง กีวี มะขามป้อม ส้มโอ มะละกอสุก มะนาว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ฯลฯ

ปลาและอาหารทะเล เป็นอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง ช่วยเสริมสร้างผนังเซลล์ในร่างกายจึงอาจมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพจากผลกระทบของฝุ่นพิษได้ พบได้ในปลาทะเลและปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทู ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาช่อน กุ้ง หอย รวมถึงน้ำมันปลา ซึ่งการกินปลาด้วยวิธีต้ม แกง หรือนึ่งจะได้ประโยชน์ที่สุดเพราะโอเมก้า 3 จะสูญสลายหากผ่านความร้อนสูงๆ เช่นการทอด

ผักผลไม้สีส้ม-เหลือง-แดง เต็มไปด้วยวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยเสริมระบบทางเดินหายใจและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะเสริมประสิทธิภาพการทำงานของปอดให้ดีขึ้น พบมากในกลุ่มผักผลไม้ที่มีสีส้ม สีเหลือง และสีแดง เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ แครอท มันเทศ มันหวาน มะละกอข้าวโพด รวมถึงผักใบเขียวเข้มอย่างผักบุ้งและตำลึงก็ช่วยต้านฤทธิ์ฝุ่นจิ๋วได้

ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่ว งา เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เม็ดแมงลัก เรื่อยไปถึงขนมปังโฮลวีต ซีเรียลชนิดโฮลเกรน ล้วนมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพได้เช่นกันเพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง บางชนิดนอกจากจะให้กรดโอเมก้า 3 เช่นเดียวกับเนื้อปลาแล้ว ยังมีวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยมที่ช่วยชะลอการเสื่อมสมรรถภาพของเซลส์และปกป้องปอดจากมลพิษได้

อย่างไรก็ตามนอกจากการดูแลตัวเองด้วยการเลือกกินอาหารเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงแล้ว ก็ควรจะออกกำลังกายให้ได้อย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ที่สำคัญอย่าลืมพกแว่นกันแดดและหน้ากากเพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากการสูดดมฝุ่นละออง เมื่อต้องออกจากบ้านไปทำงานหรือทำภาระกิจต่างๆ หรือหลีกเลี่ยงสถานที่ที่ฝุ่นควันพิษเยอะเป็นพิเศษ ซึ่งอย่างน้อยก็สามารถเป็นเกราะกำบังช่วยลดผลกระทบจากมลพิษได้

ประเภทอาหารที่ไม่ควรทานพร้อมกับการดื่มแอลกอฮอล์

จริงๆ แล้วเราไม่อยากแนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์สักเท่าไร แต่หากคุณมีความจำเป็นต้องไปงานปาร์ตี้ หรือต้องสังสรรค์กับเพื่อนฝูงพร้อมแอลกอฮอล์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากเราจะแนะนำให้ดื่มในปริมาณน้อยแล้ว เราอยากพูดถึงอาหารที่หลายคนอาจจะสั่งมากินคู่กับแอลกอฮอล์ แต่จริงๆ แล้วอาจทำลายสุขภาพในอนาคตได้

อาหารรสเค็ม
อาหารรสเค็ม เช่น กับแกล้ม ขนมขบเคี้ยวต่างๆ ทำให้ร่างกายเราได้รับโซเดียมมากขึ้น โซเดียมทำให้เรากระหายน้ำมากขึ้น จึงอาจทำให้เราเผลอดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นไปด้วย ดังนั้นควรเปลี่ยนกับแกล้มเป็นผัก เนื้อสัตว์รสไม่จัด ถั่วต่างๆ (ไม่โรยเกลือ) จะดีกว่า

อาหารรสเปรี้ยว
ผลไม้ตระกูลซีตรัส เช่น มะนาว ส้ม รวมถึงอาหารรสเปรี้ยว อาจเร่งอาการของโรคกรดไหลย้อนได้ ใครที่มีความเสี่ยง หรือกำลังเป็นโรคนี้อยู่ ควรหลีกเลี่ยง

ขนมปัง
ในกรณีที่แอลกอฮอล์ที่คุณดื่มเป็นเบียร์ ขนมปัง และเบียร์ทำจากยีสต์ทั้งคู่ การบริโภคอาหารที่ทำจากยีส์เข้าไปในครั้งเดียวกันมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรืออาหารไม่ย่อยได้

น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล
น้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาลที่หลายคนนำมาเป็นมิกเซอร์ ผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้เราเมาเร็วกว่าน้ำอัดลมสูตรที่มีน้ำตาลตามปกติ เพราะน้ำตาลจะทำให้แอลกอฮอล์ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง ซึ่งจะทำให้เราเมาช้ากว่าน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลเล็กน้อย (แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาลไม่ทำให้เมานะ แค่เร็วกว่าเล็กน้อย)

อาหารไขมันสูง
เช่น อาหารทอด อาหารมันต่างๆ ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัว จึงอาจส่งผลให้เร่งอาการของโรคกรดไหลย้อนได้ และยังชะลอการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารไม่ย่อยได้อีกเช่นกัน

หากจะดื่มแอลกอฮอล์ ควรรับประทานอาหารให้เรียบร้อยก่อน แล้วดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกินลิมิตของตัวเอง ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเพราะอาจปัสสาวะบ่อย และอย่าลืมเมาไม่ขับด้วย

อาการปวดท้องมีที่มาอย่าปล่อยให้ผ่านไป

อาการปวดท้องนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หากเป็นในสาวๆ แล้วละก็ อาการปวดท้องก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆ และมักจะหายไปเอง ซึ่งอาการปวดท้อง ปวดท้องข้างซ้าย หรือปวดท้องน้อยเป็นสัญญาณเตือนที่เกิดจากอาการผิดปกติทั่วไป เป็นเพียงไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็หายไปภายในวันนั้นโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ แต่อาการปวดท้องก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาหาเราได้บ่อยๆ จนกลายเป็นอาการเรื้อรังที่มีสาเหตุมาจากโรคภายในได้ ทางที่ดี ถ้าเกิดว่าเรากำลังเผชิญกับอาการปวดท้อง หรือปวดท้องข้างซ้ายอยู่ แนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการเกิดจะดีที่สุด จะได้หาทางรักษาได้ทันท่วงที

หากว่าเรารับรู้ได้ถึงอาการปวดท้องที่เกิดในแต่ละข้าง ก็จะยิ่งทำให้เรารู้ได้ถึงสาเหตุของอาการปวดนั้นชัดเจนขึ้น วันนี้ เราจะมาเรียนรู้อาการปวดท้องข้างซ้ายกันก่อน จะได้รู้ว่าอาการที่เกิดจะบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพอะไรได้บ้าง

ปวดท้องข้างซ้ายบน

ภายในช่องท้องบริเวณด้านซ้ายบนประกอบด้วยอวัยวะสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ม้าม ลำไส้ และไตซ้าย ที่สำคัญยังอยู่ใกล้กับหัวใจอีกด้วย ฉะนั้น คนที่มีอาการปวดท้องข้างซ้ายบน หรือปวดท้องข้างซ้านบริเวณใต้ซี่โครง อาจเกิดได้จากสาเหตุเหล่านี้

โรคหัวใจ

อาจจะดูแปลกไปสักหน่อย เพราะว่าการเป็นโรคหัวใจอาจไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอาการปวดท้องที่เกิดขึ้น แต่การปวดท้องข้างซ้ายบนก็นับเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สื่อถึงการเริ่มต้นที่จะเป็นโรคหัวใจได้ ซึ่งการปวดท้องเป็นเพียงขั้นแรกที่จะนำไปสู่การเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ประกอบกับอาการอื่นๆ ที่จะเกิดตามมา ไม่ว่าจะเป็น อาการปวดที่รอบสะดือ อาการปวดที่บริเวณลิ้นปี่ หรืออาการปวดที่บริเวณใต้ชายโครงและท้องน้อย โดยลักษณะของการปวดที่เป็นขั้นต้นนั้นจะเป็นการปวดแบบเสียดๆ หรือปวดตื้อๆ แล้วค่อยเพิ่มความรุนแรงของอาการปวดขึ้นจนทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ไปจนถึงนอนไม่หลับ อาจมีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง ถ้าหากมีทั้งสองอาการนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน 3 – 4 ครั้ง แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียดจะดีที่สุด

ท้องผูก

เนื่องด้วยบริเวณช่องท้องส่วนบนเป็นที่อยู่ของอวัยวะสำคัญ อย่าง ลำไส้ใหญ่ จึงอาจทำให้ผู้มีอาการท้องผูกรู้สึกปวดท้องข้างซ้ายบนได้ โดยอาการท้องผูกนั้นเกิดขึ้นจากการที่อุจจาระตกค้างอยู่ภายในลำไส้ใหญ่ ไม่สามารถเคลื่อนตัวไปได้ตามปกติ ซึ่งผู้ที่มีอาการนี้อาจเกิดความรู้สึกอึดอัด อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดกลิ่นปาก และกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย

แก๊สในกระเพาะอาหาร

ในเครื่องดื่ม หรือในอาหารบางชนิด เมื่อเรารับประทานเข้าไปแล้วอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ บางกรณีอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายบน ไปจนถึงเกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง จนทำให้อึดอัด ซึ่งการรักษาก็ทำได้ด้วยการรับประทานยาลดกรด หรือยาขับลม

กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ

การรับประทานอาหารที่ไม่สดสะอาด หรือเป็นอาหารที่มีสารปนเปื้อน มีเชื้อไวรัส ตลอดจนเชื้อแบคทีเรียก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดโรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มีอุจจาระร่วงแบบเฉียบพลัน ร่วมด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ไปจนกระทั่งถึงภาวะขาดน้ำด้วย ซึ่งการรักษาอาการอักเสบนี้ จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับการใช้ยาเพื่อรักษาตามอาการ อาทิ ยาช่วยย่อย หรือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร

ลำไส้แปรปรวน

อาการปวดท้องข้างซ้ายบน อาจเกิดมาจากการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ ซึ่งเป็นอาการเรื้อรังของโรคลำไส้แปรปรวน หรือโรคดังกล่าวนั้นอาจเกิดจากการติดเชื้อภายในลำไส้ ที่นอกจากจะเกิดอาการปวดท้องแล้ว ยังมีอาการท้องเสียเรื้อรัง รวมถึงมีอาการท้องผูกอยู่เป็นประจำ ต้องบอกเลยว่าโรคนี้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมให้อยู่ภาวะที่เป็นปกติได้

ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจเป็นจุดกำเนิดของอาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เพราะปริมาณแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกายนั้นมีมากจนเกินไป ส่งผลให้มีอาการปวดท้องข้างซ้ายบน ซึ่งนอกจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว อาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันอาจเกิดได้จากการใช้ยาบางชนิด ตลอดจนได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ ซึ่งอาการในระยะเริ่มต้นอื่นๆ ก็ยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย รวมถึงมีไข้ตามมาอีกด้วย

อาหารเป็นพิษ

อาการอาหารเป็นพิษ หรืออาจเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า ภาวะอาหารเป็นพิษ เกี่ยวข้องกับอาการปวดท้องข้างซ้ายบน เพราะเป็นหนึ่งในอาการของภาวะนี้ มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อที่มาจากอาหารอย่างเฉียบพลัน ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นอื่นๆ ได้แก่ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อาเจียน ปวดเนื้อปวดตัว รวมถึงมีไข้สูง ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นภาวะอาหารเป็นพิษจะเริ่มแสดงอาการภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากการรับประทานที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ หรือเข้ารับการตรวจในอย่างละเอียดและทำการรักษาในทันที

อาการปอดบวม

อีกหนึ่งอวัยวะที่แม้จะไม่ได้อยู่ในบริเวณช่องท้อง แต่ก็อาจส่งผลข้างเคียงต่ออาการปวดท้องได้เช่นกัน อย่าง ปอด หากมองไปที่อาการปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อแล้ว ปอดนั้นจะขยายตัวและไปกดทับอวัยวะสำคัญที่อยู่ใกล้เคียงในบริเวณซีกซ้ายของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายบนได้ ส่งผลให้การหายใจนั้นทำได้ลำบาก เจ็บหน้าอก มีไข้สูง ตัวหนาวสั้น รวมถึงมีอาการไออย่างรุนแรงเกิดขึ้นด้วย

อาการม้ามโต

อาการม้ามโต อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งในที่นี้อาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส ไปจนกระทั่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากโรคตับแข็ง หรือโรคลูคีเมีย โดยอาการที่สังเกตเห็นได้ชัด คือ ม้ามจะขยายใหญ่ขึ้น และไปกดทับอวัยวะสำคัญต่างๆ ทำให้มีอาการปวดท้องข้างซ้ายบน อีกทั้งยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น อาการอึดอัด แน่นท้อง แขนขาอ่อนแรง หายใจไม่สะดวก ติดเชื้อง่าย เหนื่อยง่าย และเพื่อให้แน่ใจถ้าหากสงสัยว่าตัวเรา หรือคนใกล้ตัวอาจมีอาการม้ามโต ให้สังเกตอาการที่ขึ้นร่วมด้วย

 

ปวดท้องข้างซ้ายล่าง

ไส้เลื่อน

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาการที่น่าวิตก เพราะอาการไส้เลื่อนนั้นเป็นอาการที่ลำไส้จะไหลผ่านผนังช่องท้องไปกระจุกรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเกิดขึ้นกับผู้ชายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาการนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงเช่นกัน ซึ่งเมื่อเกิดอาการไส้เลื่อนแล้ว จะทำให้เกิดการปวดท้องอย่างรุนแรง และหากอาการนี้เกิดขึ้นบริเวณขาหนีบก็จะยิ่งอันตรายที่นอกเหนือจากอาการปวด ก็ยังทำให้สังเกตเห็นว่ามีก้อนตุงๆ อยู่ที่บริเวณหน้าท้อง อันเป็นเหตุมาจากไส้ที่เลื่อนออกมาอยู่ที่ผนังหน้าท้องนั่นเอง

โรคไต

เมื่อเกิดการติดเชื้อขึ้นที่บริเวณไต หรือเกิดมีนิ่วขึ้นในไต จะทำให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายล่าง ซึ่งสามารถแยกทั้ง 2 ได้จากอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น โดยอาการไตอักเสบ จะมาพร้อมกับอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างแบบเฉียบพลัน ปวดปัสสาวะตลอดเวลา มีอาการปวดแสบปวดร้อนขณะที่ปัสสาวะ หรืออาจปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย ในขณะที่อาการนิ่วในไตนั้นจะมาพร้อมกับไข้สูง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับอาการปวดหน่วงๆ ที่บริเวณต้นขา

โรคถุงผนังลำไส้อีกเสบ

โรคนี้เป็นโรคที่พบได้ในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากว่าเมื่อเรามีอายุที่มากขึ้น เนื้อเยื่อที่บริเวณผนังลำไส้ก็จะเสื่อมไปตามลำดับ ซึ่งอาจทำให้เกิดความดันในบริเวณลำไส้ใหญ่ อีกทั้งยังทำให้ผนังลำไส้เกิดการโป่งพอง โดยในส่วนที่โป่งพองนี้ก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบในเวลาต่อมา ผู้ป่วยที่มีอาการนี้ก็จะปวดท้องข้างซ้ายล่าง หรือต่ำกว่าสะดือลงมา จะมีอาการปวดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา อาจทำให้อุจจาระเป็นเลือด มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน รวมถึงเบื่ออาหารร่วมด้วย

ท้องนอกมดลูก

ในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หากเกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายล่าง นั่นอาจเป็นสัญญาณไม่ดีของสุขภาพที่กำลังจะบอกตัวเราอยู่ เพราะอาการปวดนี้นั้นบ่งบอกถึงภาวะการตั้งท้องนอกมดลูกที่จะส่งผลเสียและเป็นอันตรายต่อทั้งตัวแม่และเด็กที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งหากคุณผู้หญิงคนไหนที่เกิดภาวะการท้องนอกมดลูก จะทำให้เกิดอาการปวดอันเนื่องมาจากเส้นเอ็นยึดมดลูก เกิดซีสต์ในรังไข่ อีกทั้ง การที่ปวดท้องข้างซ่ายล่างเป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะมีการขยายตัว โดยหากเกิดอาการดังกล่าวก็ไม่ควรเพิกเฉย ต้องรีบไปพบแพทย์โดยทันที

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

อาการนี้อาจพบได้บ่อยในผู้หญิง โดยอาจทำให้เกิดการปวดประจำเดือนมากขึ้น อีกทั้งยังมีอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างตามมา นอกจากนั้นก็ยังอาจเกิดอาการอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ ท้องเสีย ท้องผูก รู้สึกเจ็บเวลาที่ปัสสาวะ หรืออาจมีประจำเดือนที่มาผิดปกติ ที่แย่ไปกว่านั้น ยังอาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่ได้อีกด้วย

การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ รวมถึงกรวยไตอักเสบ อาจเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ที่ส่งผลให้เกิดการปวดท้องข้างซ้ายล่าง ปัสสาวะติดขัด รวมถึงเกิดความรู้สึกปวดท้องน้อยในขณะที่ปัสสาวะ ถ้าหากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามไปยังไตได้ และกลายเป็นโรคไตในที่สุด

ซีสต์ในรังไข่

การเกิดซีสต์ในรังไข่ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างได้เช่นกัน โดยจะมีอาการปวดหน่วงๆ ทำให้ปัสสาวะบ่อย ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยการเกิดซีสต์ในรังไข่นี้ไม่ใช่อาการที่ร้ายแรงถึงขนาดที่จะกลายไปเป็นมะเร็งรังไข่ได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงว่าจะเป็น หรือเป็นแล้วแต่ยังมีขนาดของซีสต์ที่ไม่ใหญ่มาก จำเป็นต้องทำการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด เพราะหากทิ้งเอาไว้ก็จะยิ่งทำให้อาการปวดท้องมีเพิ่มมากขึ้น

ปวดท้องข้างซ้าย จะต้องดูแลเบื้องต้นอย่างไร ?
หากมีอาการปวดท้องข้างซ้ายขึ้นโดยที่เรายังไม่แน่ใจว่ามาจากสาเหตุอะไร ก็ให้ดูแลในเบื้องต้นก่อนที่จะเดินทางไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อย่าง อาหารจำพวกทอดที่ต้องใช้น้ำมัน เนื้อสัตว์ที่ติดมัน อาหารที่มีรสจัด ไปจนกระทั่งถึงการรับประทานอาหารที่จะต้องแบ่งทานพอประมาณในแต่ละครั้ง อย่าทานให้อิ่มจนเกินไป เคี้ยวให้ละเอียดก่อนที่จะกลืน อย่าเร่งรีบ ทานช้าๆ ที่สำคัญ ! ต้องไม่รับประทานอาหารก่อนที่เข้านอนประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มจำพวกที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนผสม อาทิ กาแฟ ชา โอเลี้ยง ช็อกโกแลต โกโก้ และน้ำอัดลมอัดแก๊สต่างๆ แต่หากลองทำตามวิธีที่บอกแล้วยังไม่ทุเลาลง ก็ให้รีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอาการในทันที

นอกจากโรคและอาการต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว อาการปวดท้องข้างซ้ายทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ก็ยังเป็นอาการเริ่มต้นและสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ว่าเราอาจจะกำลังเป็นโรคอีกหลายชนิดได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็งในช่องท้อง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคงูสวัส เกิดไส้ติ่งอักเสบ หรือแม้แต่ลำไส้ฉีกขาด เป็นต้น ทางที่ดี หากเกิดอาการปวดท้องข้างซ้าย กินยาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด ไม่ควรปล่อยปละละเลย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้