เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง ทำได้ง่ายๆดังต่อไปนี้

หลักการของการดูแลตับไม่ยากอย่างที่ทุกคนกังวลนะ เพียงแค่การดูแลง่ายๆด้วยการทำตาม เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง ที่เราได้หยิบยกมาฝาก เพียงเท่านี้ก็จะสามารถดูแลตับให้อยู่กับเราไปยาวนานเลย

โดยสรุปแล้วทั้งหมดแล้ว ทั้งยารวมทั้งแอลกอฮอล์ อาจไม่ได้ทำร้ายแค่ไตอย่างเดียว ยังสามารถทำร้ายตับได้อีกด้วย หากพวกเราทุกคนกินยาหรือดื่มแอลกอฮอล์ ในจำนวนที่มากเกินไป หรือไม่ระมัดระวังอาจเป็นภัยร้ายต่อตับได้อีกด้วย

ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกายคนเราอย่างมาก

ตับเป้ยอวัยวะที่คอยสร้างสารที่สำคัญต่างๆ อาทิเช่น ไข่ขาวเหนือ Albumin คอยช่วยอุ้มน้ำให้คอยอยู่มนหลอดเลือดอยุ่ตลอด ถ้าหากเกินไข่ขาวในเลือดต่ำ ผลที่ตามมาคือ จะทำให้เกิดอาการบวมเท้า และท้องมาน อีกด้วย และตับเป้นอวัยวะที่คอยผลิตน้ำดี แลยังคอยผลิตเกลือน้ำดีเอาไว้เพื่อช่วยย่อยสลายไขมัน ทั้งนี้น้ำดีจะถูกขับถ่ายออกมาจากทางเดินอาหาร และทำให้อุจาระของเรามีสีเหลือ และถ้าหากเกิดทางเดินน้ำดีอุตตันขึ้นมา จะส่งผลให้อุจจาระของเราเป็นสีขาว และตับเป็นอวัยวะที่คอยสะสมพลังงานให้ร่างกาย เช้น Glucose และวิตามินต่างๆ ที่สำคัญๆ

ตับยังเป็นโรงงานที่คอยผลิตพลังงานให้กับร่างกายของเรา

โดยการคอยสลายสารอาหารให้กับร่ายฃงกายอยู่เสมอ และเมื่อตับมีอาการป่วย จะทำให้มนุษย์อย่างเราๆ มีอาการเพลียมากอยู๋เสมอ ถ้าใครมีอาการเพลียมากๆ คอยเช็คตับใส่ใจดูแลตับด้วยนะ และตับยังมีหน้าที่กำจัดของเสียที่ร่างกายของเราไม่ต้องการโดยของเสียนั้นได้รับมาจากการกินอาหาร ยา กาแฟ  หรือแอลกอฮอล์และสารที่เป็นพิษ และมีอีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ย่อยอาหารหรือสลายอาหาร และเมื่อเวลาที่สารพิษผ่านตับ ตับของเราจะมีหน้าที่คอยทำลายพิษนั้นให้กับร่างกายของเรา

และถ้าหากคนเราได้รับสารพิษมากเกินไปตับของเรานั้นจะทำงานอย่างหนักและอาจรวมไปถึงตับของเราจะเสียได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เรากินหรือรับประทานอะไรเข้าไปเราควรจะคิดก่อนที่จะรับประทานว่ามีผลเสียต่อตัวเราหรือมีผลเสียต่อตับอย่างไรบ้าง

ดื่มน้ำอุ่นช่วยให้สุขภาพดีได้

การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำควรเป็นกิจวัตรสำหรับคนที่ใส่ใจในสุขภาพทุกคนควรควรปฏิบัติตามทุกวัน ดังนั้นการดื่มน้ำหนึ่งแก้วเมื่อตื่นนอนจึงเป็นกิจวัตรที่ดีมาก แต่จำเป็นต้องทราบว่าเราควรดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นจึงจะดีกว่ากัน?

แพทย์ต่างยืนยันว่าการดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้านั้นดีกว่า แม้ว่ามันจะไม่ค่อยถูกลิ้นสักเท่าไร คุณจะดื่มเปล่าๆ หรือจะหยดน้ำมะนาวลงไปสักนิดเพื่อเพิ่มรสชาติก็ยังได้ และการดื่มน้ำอุ่นไม่จำกัดแค่ในตอนเช้า แต่ยังมีประโยชน์เมื่อดื่มในเวลาอื่นๆ ลองอ่านบทความนี้ดูคุณจะทราบว่า การดื่มน้ำอุ่นมีประโยชน์กับร่างกายและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ อย่างไรได้บ้าง

1. ช่วยย่อยอาหาร
เพื่อปรับปรุงการย่อยให้ดีขึ้น ลองดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำ น้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นให้ต่อมย่อมอาหารทำงานได้อย่างถูกต้อง ช่วยจัดการกับอาหารในกระเพาะ ดังนั้นระบบย่อยก็จะไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ทั้งยังใช้พลังงานในกระบวนการย่อยน้อยลงด้วย

นอกจากนี้การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยกำจัดกรดส่วนเกินในกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาความเป็นกลางของน้ำย่อยไว้นั่นเอง

จากการศึกษาในปี 2012 ที่ตีพิมพ์ในวารสารระบบประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว ได้รายงานว่าการดื่มน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการให้กับผู้ที่มีภาวะหลอดอาหารเคลื่อนไหวผิดปกติได้ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการกลืนยาก สำลักอาหารและเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อกระตุก ผู้ที่มีความทุกข์ทรมานจากระบบย่อยอ่อนแอก็ควรดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกเมื่อตื่นนอนด้วย

2. บรรเทาอาการท้องผูก
การดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำในขณะที่ท้องว่างยังช่วยควบคุมการเคลื่อนตัวของลำไส้ และช่วยต่อสู้กับอาการท้องผูกได้

อาการท้องผูกเกิดขึ้นเนื่องจากมีน้ำในลำไส้น้อยเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้อุจจาระแข็งและแห้ง จึงถ่ายออกมาได้ยาก การดื่มน้ำอุ่นจึงช่วยบรรเทาอาการท้องผูกอย่างได้ผล

การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างเป็นปกติ ช่วยย่อยสลายอาหารที่เหลืออยู่ให้หมดไป ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังช่วยลดอาการท้องอืด อาการปวดท้องอันเนื่องมากจากอาการท้องผูกได้

เพื่อต่อสู้กับอาการท้องผูก ขอแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน 1 แก้วทุกเช้าในเวลาท้องว่าง ลองหยดน้ำผึ้งหรือน้ำมะนาวลงไปในน้ำอุ่น ยิ่งช่วยเพิ่มประโยชน์ต่อลำไส้ได้มากขึ้นไปอีก

3. บรรเทาอาการเจ็บคอ
อาการเจ็บคอ เป็นอาการที่พบได้บ่อยเวลาลำคอเกิดการระคายเคืองหรือติดเชื้อ อันเกิดจากโรคหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ การดื่มน้ำอุ่นช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและช่วยให้รู้สึกสบายคอมากขึ้น อีกทั้งน้ำอุ่นยังช่วยละลายเสมหะที่ข้นเหนียว และขจัดออกมาจากทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น

นอกเหนือจากการดื่มน้ำอุ่นเปล่าๆ คุณยังเปลี่ยนไปดื่มชาสมุนไพรแทนได้ อีกทั้งยังควรกลั้วปากด้วยน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว ผสมเกลือครึ่งช้อนชา เพื่อช่วยให้อาการเจ็บคอดีขึ้นและลดการติดเชื้อในลำคอได้ด้วย

4. ช่วยรักษาอาการคัดจมูก
การดื่มน้ำอุ่นเป็นอีกวิธีที่ยอดเยี่ยมในการรักษาอาการคัดจมูก น้ำอุ่นช่วยทำความสะอาดโพรงจมูกทำให้รู้สึกโล่งขึ้น หายใจได้สะดวกไม่อึดอัด

เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่นๆ เข้าไป มันจะช่วยให้เสมะหรือน้ำมูกที่ข้นเหนียวอยู่ละลายแล้วขับออกทั้งจากในโพรงจมูกและทางเดินหายใจ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ นอกจากนี้ยังช่วยล้างพิษออกจากร่างกาย ทำให้หายป่วยได้เร็วขึ้นไปด้วย

5. ช่วยขจัดน้ำหนักส่วนเกิน
ผู้ที่กำลังควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดและออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ควรดื่มน้ำอุ่นมากกว่าน้ำเย็น การลดน้ำหนักจึงจะได้ผลดีกว่า

น้ำอุ่นช่วยเพิ่มอุณหภูมิบริเวณกลางลำตัวให้สูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหาร ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้นไปอีก

การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยลดไขมันในร่างกายลงได้ และเพื่อเพิ่มประโยชน์มากขึ้น ให้ลองดื่มน้ำอุ่นกับน้ำมะนาวสักเล็กน้อยทุกวันในตอนเช้า มันจะช่วยลดเนื้อเยื่อไขมันหรือไขมันในร่างกาย นอกจากนี้เส้นใยเพคตินในมะนาวยังช่วยควบคุมความอยากอาหาร ทำให้คุณกินอาหารมันๆ หรือไม่ดีต่อสุขภาพได้น้อยลงไปด้วย

6. ช่วยล้างพิษในร่างกาย
การดื่มน้ำอุ่นสามารถชำระชะล้างสารพิษในร่างกายออกไปได้ เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่น 2-3 ถ้วย มันจะช่วยให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ช่วยให้เหงื่อออกจึงรู้สึกเย็นลง ซึ่งเหงื่อที่ไหลออกมานี่ช่วยชะล้างสารพิษออกมาจากร่างกายนั่นเอง

การดื่มน้ำอุ่นทุกวันยังช่วยล้างพิษออกจากผิวพรรณได้ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคผิวหนังชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สิวผื่น สิวเสี้ยน การดื่มน้ำโดยทั่วไปแล้วยังเหมาะสำหรับการล้างพิษและชำระล้างสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกาย ลองบีบน้ำมะนาวลงไปผสมกับน้ำอุ่นเล็กน้อยก่อนดื่ม จะช่วยให้ได้ผลดีขึ้นไปอีก

7. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
แม้ว่ามันอาจจะฟังดูแปลก แต่การดื่มน้ำอุ่นช่วยป้องกันและลดอาการปวดประจำเดือนได้ เพราะน้ำอุ่นช่วยคลายกล้ามเนื้อมดลูกที่กำลังหดตัว บรรเทาอาการเกร็งและกระตุกตัวของมดลูกได้ดี

นอกจากนี้ยังหยุดการเก็บกักน้ำ ป้องกันอาการเจ็บปวดในช่วงกำลังมีรอบเดือน ในครั้งต่อไปที่คุณเริ่มมีอาการปวดประจำเดือน ดื่มน้ำอุ่นสักแก้วช่วยบรรเทาอาการแล้วนำเอากระเป๋าน้ำร้อนวางประคบบริเวณท้องน้อย ก็จะยิ่งช่วยให้อาการปวดดีขึ้นด้วย

8. ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต
การดื่มน้ำอุ่นช่วยปรับการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น ซึ่งสำคัญเพราะช่วยให้เลือดนำส่งออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ไหลผ่านไปสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะทั่วร่างกาย การไหลเวียนโลหิตที่เหมาะสมสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท

เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่น ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายจะเผาผลาญ เพิ่มการไหลเวียนโลหิตในร่างกายและยังล้างพิษที่เป็นอันตรายออกไปได้ โปรดหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นมากเกินไป เพราะอาจทำให้หลอดเลือดดำอุดตันได้

9. ช่วยให้แก่ช้าลง
การดื่มน้ำอุ่นดีต่อผิวพรรณอีกด้วยนะ เพราะมันช่วยกำจัดสารพิษต่างๆ ออกไปจากร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้เป็นต้นเหตุของริ้วรอยก่อนวัยและปัญหาสุขภาพต่างๆ

การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว ทั้งยังช่วยฟื้นฟูและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวพรรณของคุณ ลองดื่มน้ำอุ่นหนึ่งแก้วผสมน้ำมะนาวลงไปสักครึ่งลูก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการล้างพิษได้

10. ช่วยกระตุ้นการนอนหลับ
หากคุณมีปัญหาการนอนหลับ ลองจิบน้ำอุ่นสักแก้วก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น น้ำอุ่นๆ ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายขึ้น ช่วยระงับประสาท ทำให้ง่วงและสงบลงได้

นอกจากนี้ยังช่วยลดความอยากอาหารกลางดึกและทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อตื่นตอนเช้า

ข้อแนะนำในการดื่มน้ำอุ่น
ควรดื่มน้ำอุ่นเสมอ ไม่ควรร้อนจนเกินไป เพราะการดื่มน้ำร้อนอาจเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อในปากและหลอดอาหารได้
หลังจากน้ำเดือดแล้ว ปล่อยให้เย็นลงสักครู่จึงค่อยดื่ม
ดื่มน้ำอุ่นเสมอหลังจากทานอาหาร หากคุณดื่มน้ำเย็น ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิ ทำให้ประสิทธิภาพการย่อยอาหารลดลง
หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอุ่นหลังการออกกำลังกาย เพราะในขณะนั้นร่างกายมีอุณหภูมิสูงมากอยู่แล้ว

6 อาหารสร้างงกล้ามเนื้อ

อาหารสร้างกล้ามเนื้อ 6 ของกินมีประโยชน์ที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี มีกล้ามบึ้กได้โดยไม่ต้องง้ออาหารเสริม

อย่างที่นักเล่นกล้ามทุกคนทราบกันดี ว่าการสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและรวดเร็ว จะออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นจะต้องควบคุมและเลือกกินอาหารดี ๆ มีประโยชน์ด้วยถึงจะพัฒนากล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาหารเสริมต่าง ๆ ถือเป็นตัวช่วยอย่างดีในการสร้างกล้ามเนื้อ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่อยากพึ่งอาหารเสริมเหล่านั้น เพราะมีราคาสูงมากหรือบางทีพยายามกินแล้ว แต่รสชาติไม่ถูกปากทำให้กินไม่ลงก็มี ทำให้การกินยังเป็นปัญหาสำหรับนักเล่นกล้ามหลาย ๆ คนอยู่

1. ผักและผลไม้

ผักและผลไม้ถือเป็นรากฐานของอาหารสุขภาพเลยก็ว่าได้ ถึงจะมีโปรตีนไม่มาก แต่ก็อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ เกลือแร่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ผักและผลไม้ที่แนะนำคือ

– ผักโขม

นอกจากจะมีสารอัลคาไลน์ ที่ช่วยทำให้ร่างกายกลับมาสมดุลและป้องกันการสูญเสียของกล้ามเนื้อแล้ว ยังมีสารไนเตรท ที่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

– มันเทศและมันฝรั่ง

มันเหล่านี้คือแหล่งคาร์โบไฮเดรตชั้นดี ซึ่งสามารถเพิ่มพลังงานก่อนออกกำลังกายได้ นอกจากนี้ยังมีโปรตีน ฟอสฟอรัส วิตามิน แคลเซียม และใยอาหารสูงอีกด้วย ได้ประโยชน์จำเป็นที่ค่อนข้างครบถ้วนเลย

อาหารสร้างกล้ามเนื้อ

2. นมหรือโยเกิร์ต

จัดเป็นอาหารสร้างกล้ามเนื้อที่หาซื้อได้ง่ายและราคาไม่แพง โดยนมจะอุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัสและวิตามินต่าง ๆ ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อนักเล่นกล้ามมาก ๆ นมและโยเกิร์ตที่แนะนำคือ

– นมถั่วเหลือง

ถือว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจก็แล้วกัน แม้คุณค่าทางโภชนาการจะน้อยกว่าแต่ก็ได้โปรตีนในระดับที่ใกล้เคียงกันเลย แต่นมถั่วเหลืองจะมีปริมาณไขมันที่น้อยกว่านมวัว ทำให้เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมอาหารเพื่อสร้างกล้ามเนื้อมากกว่า

– กรีกโยเกิร์ต

โยเกิร์ตที่มีเนื้อเข้มข้นและให้รสชาติแบบโยเกิร์ตแท้ ๆ ซึ่งจะมีปริมาณโปรตีนมากกว่าโยเกิร์ตแบบทั่วไป ทำให้สร้างกล้ามเนื้อได้ดี แถมมีไขมันและน้ำตาลที่น้อยกว่าส่งผลให้เห็นกล้ามเนื้อได้ชัดมาก

3. เนื้อสัตว์

แน่นอนว่าสารอาหารหลักที่ต้องการจากเนื้อสัตว์เลยคือ โปรตีน เพราะประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่มีความจำเป็นในการสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ และเนื้อสัตว์ที่แนะนำคือ

– อกไก่ดำ

กินอกไก่ธรรมดาก็ถือว่าดีแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสเลือกกินอกไก่ดำจะได้คุณประโยชน์ที่มากกว่า โดยไก่ดำมีโปรตีนมากกว่าไก่ธรรมดาถึง 20% และมีธาตุเหล็กสูงกว่า 25% แถมมีสังกะสีมากกว่าถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีปริมาณไขมันที่น้อยกว่าถึง 5 เท่าอีกด้วย

– ปลาแซลมอน

แม้ว่าโปรตีนจะน้อยกว่า เนื้อไก่ เนื้อหมู หรือเนื้อวัว แต่เนื้อปลาแซลมอนมีไขมันโอเมก้า 3 ที่ประกอบไปด้วยกรด EPA และ DHA ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อและยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกายให้ดีขึ้น และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บของเซลล์กล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายได้อีกด้วย

4. ไข่

จัดเป็นอาหารเพิ่มโปรตีนที่มีราคาถูกและหาซื้อง่ายที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งในไข่จะมีปริมาณโปรตีนสูง ซึ่งช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อให้แน่นขึ้นได้เป็นอย่างดี แถมยังย่อยง่ายอีกด้วย โดยการกินไข่ต้องเลือกกินดังนี้

– ไข่ขาวต้มสุก

การต้ม คือ วิธีที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุดในการปรุงไข่ให้สุก เพราะปราศจากไขมัน ไม่มีการปรุงแต่ง และไม่ไหม้ดำ นอกจากนี้พยายามหลีกเลี่ยงการกินไข่ขาวลวกหรือไข่ขาวดิบ เพราะเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคสะสมอยู่ กินแบบสุกจะปลอดภัยกว่า

– ไข่แดง

หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าครึ่งหนึ่งของโปรตีนในไข่มาจากไข่แดง แถมยังมีลูทีน (lutein) ที่ช่วยบำรุงสายตาและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าต้องกินวันละหลาย ๆ ฟอง แต่กินอย่างน้อยวันละ 1-2 ฟองก็ยังดี ปริมาณเท่านี้ไม่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นแน่นอน

5. ถั่ว

ถั่ว ถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีแถมย่อยได้ง่าย โดยในโปรตีนจากถั่วจะประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด เช่น กลูตามีน ลิวซีน วาลีน และอาร์จินีน ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นต่อการสร้างกล้ามเนื้อมาก ๆ ถั่วที่แนะนำคือ

– อัลมอนด์

เป็นของกินเล่นที่มีโปรตีนสูงมาก ๆ จึงเป็นอาหารที่ให้พลังงานและช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้ในอัลมอนด์ยังมีสารแมกนีเซียมประกอบอยู่ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันกล้ามเนื้อและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีอีกด้วย

– ถั่วเลนทิล

ซูเปอร์ถั่วที่ถือเป็นสุดยอดของแหล่งโปรตีนเลย แถมเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวิตามินบีที่ช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ บำรุงประสาท และมีธาตุเหล็กมากกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ ถึง 2 เท่า แจ่มสมเป็นซูเปอร์ถั่วจริง ๆ

6. ธัญพืช

สงสัยไหมว่าทำไมคนกินมังสวิรัติถึงมีกล้ามโต ๆ เหมือนคนอื่นได้ ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขากินโปรตีนจากธัญพืชยังไงล่ะ ธัญพืช เป็นอาหารที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง กินแล้วย่อยง่าย ช่วยลดไขมันและเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายได้อีกด้วย ธัญพืชที่แนะนำคือ

– คีนัว

สุดยอดธัญพืชที่เป็นแหล่งโปรตีนสมบูรณ์แบบ ซึ่งหมายความว่าในคีนัว จะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วนทั้ง 9 ชนิดจึงช่วยพัฒนาและสร้างกล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้ยังมีปริมาณคอเลสเตอรอลที่ต่ำมาก สามารถกินในปริมาณมากได้โดยไม่ต้องกังวลเลย

– ข้าวโอ๊ต

หลายคนมักมองข้ามข้าวโอ๊ต เพราะไม่รู้ว่ามันอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีผลดีกับร่างกาย มีโปรตีนและวิตามินมากมาย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนที่ชอบออกกำลังกายทั้งนั้น แถมยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย

เท่านี้ก็ทราบแล้วนะครับว่าอาหารอะไรมีประโยชน์ต่อการสร้างกล้ามเนื้อบ้าง ใครที่เบื่ออาหารเก่า ๆ อยู่ ก็ลองนำสิ่งเหล่านี้ไปมิกซ์ดูได้ รับรองว่ากล้ามบึ้กและสุขภาพดีขึ้นแน่นอน

มะเร็งปากมดลูก ภัยร้าย ป้องกันได้

                       มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่สามารถป้องกันและตรวจคัดกรองได้หลายวิธี ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรอง เพื่อป้องกันโรคและรักษาตั้งแต่ระยะแรก แต่ปัญหาที่พบบ่อย คือผู้หญิงบางคนมีความอายที่จะเข้ารับการตรวจภายใน ทำให้เสียโอกาสในการตรวจพบรอยโรคระยะแรก หรือรอยโรคระยะก่อนลุกลาม ดังนั้นผู้หญิงทุกคนควรปรับทัศนคติเกี่ยวกับการตรวจภายใน ละความอายที่จะเข้ารับการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งควรเข้ารับการตรวจตั้งแต่อายุ 25 ปี

 

 

ตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูก จำเป็นแค่ไหน?

มะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี หลังติดเชื้อจะไม่ป่วยเป็นมะเร็งในทันที แต่จะมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่เซลล์เยื่อบุปากมดลูก อาจไม่มีอาการแสดงแต่อย่างใด ตรวจพบได้จากการคัดกรอง ซึ่งระยะก่อนเป็นมะเร็งนี้ ใช้เวลานานเฉลี่ย 10-15 ปี ก่อนตัวโรคมีการพัฒนาไปเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ดังนั้นถ้าหากรับบริการตรวจคัดกรอง ตรวจภายในสม่ำเสมอ จะทำให้รักษา และป้องกันก่อนที่โรคจะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง ระยะลุกลาม ซึ่งจะทำให้การรักษาได้ผลดีที่สุด

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

  • วัคซีน
  • ตรวจภายในเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

  • กลุ่มคนที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย มีคู่นอนหลายคน โดยไม่ป้องกัน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (ผู้ติดเชื้อเอชไอวี, ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ ฯลฯ)
  • การติดเชื้อเอชพีวีชนิดเสี่ยงสูง

อาการแสดงของมะเร็งปากมดลูก

อาการแสดงของโรคมีตั้งแต่ระยะที่ไม่แสดงอาการ ไปจนถึงแสดงอาการแทรกซ้อนเช่น ไตวาย การอุดกั้นของไตฉันพลับ หรืออาการแสดงในระยะที่โรคดำเนินไปถึงอวัยวะอื่น ๆ อาการส่วนใหญ่ที่พบมากที่สุดคือเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด มีตกขาวผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งอาการเหล่านี้ควรตรวจเพื่อหาสาเหตุความผิดปกติ

ข้อแนะนำในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเสี่ยง

  1. กลุ่มที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรได้รับการตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 30 ปี
  2. กลุ่มเสี่ยงควรได้รับการตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 25 ปี หรือเมื่อเริ่มต้นมีเพศสัมพันธ์

มะเร็งปากมดลูก รักษาให้หายขาดได้หรือไม่

  • ระยะติดเชื้อเอชพีวีก่อนเป็นมะเร็งสามารถรักษา ป้องกันก่อนเป็นมะเร็งได้
  • ระยะเป็นมะเร็งแล้วหากยังไม่ลุกลาม มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้
  • ระยะลุกลาม รักษาได้ ต้องตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด