อาการน่าเป็นห่วง เมื่อแพ้นมวัว

ถึงแม้ว่านมวัวจะอุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียมสูง และวิตามินมากมายที่เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายช่วยในการเจริญเติบโตและระบบอวัยวะต่างๆ แต่ถึงจะมีประโยชน์มากแค่ไหนก็ตาม ก็ยังพบว่ามีผู้แพ้นมวัวอยู่ สามารถเป็นได้ตั้งแต่เกิด หรือบางคนก็พึ่งมารู้ตอนที่โตแล้ว โดยจะเกิดอาการแพ้รุนแรงจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งหากรู้ถึงสาเหตุและวิธีการป้องกันก็จะสามารถควบคุมอาการได้

อาการแพ้นมวัว
อาการแพ้นมวัวต่างกับภาวะขาดเอนไซม์ย่อยแล็กเทส ตรงที่อาการแพ้นมวัว จะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน จะมีอากรที่รุนแรงมากกว่า ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยแล็กเทส ซึ่งแลกโทสเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่พบในนมวัว ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือท้องเสีย หลังจากที่เรารับประทานผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมเข้าไป
โดยทั่วไปอาการแพ้นมวัวจะแตกต่างกันในแต่ละวัยดังนี้
           

           a. ในเด็กอ่อน
อาการที่พบจะมีตั้งแต่ขั้นเล็กน้อยตลอดจนรุนแรงมาก คือ
– ปวดท้อง อาเจียน
– มีผื่นลมพิษ ผื่นคันตามผิวหนัง
– ไอ หายใจเสียงดังวี้ด หายใจลำบาก
– หน้าบวม
หากอาการรุนแรงอาจมีอาการท้องเสีย มีเลือดออกช่องทวารหนัก และเด็กจะร้องไห้ไม่ยอมหยุด ซึ่งอาการจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อหยุดให้เเด็กดื่มนมสูตรนี้เท่านั้น
         

           b. ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่
อาการที่พบจะมีความรุนแรงมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนอาจจะแพ้ทันทีที่ดื่มนมไป หรือแพ้ทันทีที่รับประทานอาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ อาการที่พบจะ
– มีลมพิษ
– หายใจดังวี้ด
– อาเจียน
แต่บางคนอาจแสดงอาการเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง
– อุจจาระเหลว อาจมีเลือดปน ท้องเสีย เป็นตะคริวที่ช่องท้อง
– ไอ หายใจดังวี้ด
– น้ำมูกน้ำตาไหล
– มีผดผื่นคัน ซึ่งพบบ่อยบริเวณรอบปาก

ภัยเงียบที่ไม่รู้ตัวกับการเป็นโรคไขมันพอกตับ

ต้องยอมรับนะว่าในสมัยนี้อาหารที่มีแต่ไขมันผสมอยู่มากกว่าปกติ ซึ่งทำให้คนในสมัยนี้ล้วนทานอาหารที่มีแต่ไขมันทั้งนั้น และอย่างที่ทราบกันดีว่าทุกวันนี้เป็นเวลาที่เร่งด่วนจึงไม่ค่อยมีคนได้ออกกำลังกันมากนัก ซึ่งนั้นคือสาเหตุที่ทำให้เราเสี่ยงที่จะเป็นโรคไขมันพอกตับกันค่อนข้างมาก

การเกิดโรคไขมันพอกตับนั้น เกิดจากสาเหตุที่เราไม่สามารถนำไขมันมาใช้ได้หมด จึงเกิดการสะสมขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไขมันเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่เราทาน แป้ง น้ำตาล และไขมัน ในปริมาณที่เยอะและไม่สามารถนำออกไปใช้ได้หมดนั้นเอง นอกจากนั้นการเป็นไขมันพอกตับยังเกิดจากการดื่มสุราและการมีแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นจำนวนมากอีกด้วย

แต่ทว่าแอลกอฮอล์นั้นก็มิได้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เราเกิดโรคไขมันพอกตับหรอกนะ เพราะสาเหตุที่สำคัญหรือสาเหตุหลักๆมาจากการกินอาหารจำพวกมันจัด อาหารหวาน หรืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปนั้นเอง การทานอาหารจำนวนนั้นมากๆมันจะเปลี่ยนไปเป็นไตรกลีเซอไรด์ในตับ

ถ้าหากมีไตรกลีเซอไรด์ในตับมากขึ้นเรื่อยๆ และร่างกายก็ไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมด มันจะเกิดภาวะสะสมในที่สุด และการเกิดภาวะไขมันพอกตับอย่างร้ายแรงที่สุดนั้นก็คือการอ้วน น้ำหนักตัวที่เกินเกรณ์ การเป็นเบาหวาน และอาจจะเป็นไขมันในเลือกสูง ซึ่งนั้นอาจจะส่งผลรวมไปถึงการเป็นโรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตับของเราได้อีกด้วย เช่นโรคไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี

คุณรู้หรือไม่ว่าการใช้ยาบางชนิดมีผลร้ายแรงต่อตับ

สำหรับยาที่เราทานเพื่อป้องกันโรคต่างๆนั้น มีบางชนิดที่สามารถส่งผลกับตับของเราได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดเหล็กเกินในตับได้

เราจะมีความเสี่ยงมากหรือน้อย มาดูกันเลย

  • เราจะสามารถตรวจหาน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปริมาณปกติหรือสูงมากกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • การตรวจนั้นอาจจะดูเรื่องเกี่ยวกับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงหรือมากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • การตรวจวัดความดันโลหิตพบว่าสูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจแล้วยังเป็นตัวกระตุ้นให้เป็นไขมันพอกตับได้อีก
  • การวัดรอบเอว สำหรับการวัดรอบเอวของผู้ชายและผู้หญิงนั้น จะสามารถบอกได้ โดยผู้ชาย รอบเอวที่มากกว่า 40 นิ้ว และผู้หญิงรอบเอวมากกว่า 35 อาจเสี่ยงต่อสภาวะไขมันพอกตับได้เป็นอย่างมาก

หนองใน ติดหรือไม่ติด รู้ได้อย่างไร?

หนองใน ติดหรือไม่ติด รู้ได้อย่างไร?
การติดหรือไม่ติดเชื้อหนองในที่เรียกว่า ไนซีเรีย โกโนเรียอี (Neisseria gonorrhoeae) นั้น สามารถติดกันได้ง่ายมากๆ สังเกตได้จากพฤติกรรมเสี่ยงของคุณ หากคุณเอง หรือคู่นอนของคุณมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม คุณควรที่จะรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย เมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจ แพทย์ก็จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน โดยในขั้นตอนการวินิจฉันเบื้องต้นนั้นสามารถทำได้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน และทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ หากผลออกมาพบว่าเป็นหรือมีโอกาสเป็นหนองในก็ต้องเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นร่วมด้วย อาทิ HIV , ไวรัสตับอักเสบบี และซิฟิลิส
ในการตรวจหาเชื้อควรตรวจจากตัวอย่างสำหรับส่งตรวจในทุกตำแหน่งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น ในคอหากเคยมีเพศสัมพันธ์โดยการใช้ปาก ทวารหนักหากเคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เป็นต้น ในปัจจุบันมีการตรวจโดยการหาสารพันธุกรรมของเชื้อหนองใน แต่เนื่องจากมีราคาค่าตรวจวินิจฉัยแพง จึงเลือกใช้สำหรับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น

อาการของหนองในที่สังเกตเห็นได้

ผู้ชาย : หากคุณไปเสี่ยงรับเชื้อมาภายหลังจากที่ได้รับเชื้อประมาณ 2 – 10 วัน จะเริ่มรู้สึกแสบในลำกล้องเวลาที่ปัสสาวะ หรือในบางรายอาจมีอาการปัสสาวะขัด นอกจากนี้ยังมีหนองไหลออกมาจากท่องปัสสาวะ ในระยะแรก หนองจะเป็นแค่มูกใสๆ ที่ไม่ใช่น้ำปัสสาวะ หรืออสุจิ หลังจากนั้นอีก 12 ชั่วโมง สีของหนองจะมีความข้นขึ้นออกไปทางเหลือง และจะออกมาคล้ายกับเส้นก๋วยเตี๋ยว บางรายอาจจะรู้สึกปวดและบวมที่ถุงอัณฑะ หรืออาจมีการอักเสบที่บริเวณหนังหุ้มปลายองคชาตร่วมด้วย แต่จะพบได้น้อย ในทางตรงกันข้าม เพศชายประมาณ 10% ที่ติดเชื้อหนองในอาจไม่มีอาการเหล่านี้แสดงออกมาให้เห็นได้ชัด แต่ก็ยังสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้

ผู้หญิง : ในะระยะแรกที่มีการติดเชื้อหนองในจะไม่มีอาการหรือแสดงอาการออกมาน้อยมาก แต่หลังจากผ่านระยะแรกไปแล้วไม่นานนักก็จะมีอาการตกขาวผิดปกติ เช่น มีปริมาณที่มากขึ้น , เป็นหนองสีเหลือง หรือสีเขียว , มีกลิ่นเหม็น , ไม่คัน , มีอาการขัดเบาและแสบร้อนทุกครั้งเมื่อปัสสาวะ , ปัสสาวะขุ่น , ปวดท้องน้อย , เลือดออกกะปริดกะปรอยในระหว่างที่มีรอบเดือนซึ่งพบได้น้อย แต่หากมีอาการอักเสบของปีกมดลูก จะทำให้มีไข้สูง , หนาวสั่น , ปวด และกดเจ็บตรงบริเวณท้องน้อยคล้ายปีกมดลูกอักเสบ ในเพศหญิงนั้นมีความหลากหลายของอาการมากและประมาณ 50% ที่ติดเชื้อหนองในอาจจะไม่มีอาการเหล่านี้หรือสังเกตได้ยาก แต่ที่น่ากลัวคือสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้

ต้านภัย PM 2.5 ด้วยอาหารที่ไม่เคยรู้

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองจิ๋ว PM 2.5 ในปัจจุบันจะเริ่มเบาบางลงแล้วบ้าง แต่สภาพของอากาศในกรุงเทพฯ ก็ยังเต็มไปด้วยมลพิษให้ได้สูดดมกันเข้าไปอยู่ทุกวัน และเราต่างได้รับผลกระทบนี้กันไปเต็มๆ แต่อย่างไรก็ตามหนึ่งวิธีที่จะสามารถดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีได้ก็คือ การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ช่วยเสริมภูมิร่างกายให้แข็งแรง พร้อมรับมือต้านมลพิษที่ฟุ้งกระจายอยู่ในเมือง อย่ารอช้าเลยค่ะ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าอาหารที่ว่าดีนี้มีอะไรบ้าง

ผักตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ บร็อกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ล้วนอุดมด้วยสารอาหารและวิตามินหลากหลายชนิด โดยเฉพาะสารชัลโฟราเฟนที่จะช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย จึงจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเป็นมะเร็งปอดจากมลพิษฝุ่นพิษต่างๆ และยังช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วย

ผลไม้มากวิตามินซี นอกจากช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสในแบบที่สาวๆ ชอบแล้ว ผลไม้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เสริมภูมิร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยขับสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายที่อาจได้รับจากปัญหามลพิษ บรรเทาอาการภูมิแพ้และทำให้ปอดแข็งแรงขึ้น พบมากในผลไม้จำพวกฝรั่ง กีวี มะขามป้อม ส้มโอ มะละกอสุก มะนาว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ฯลฯ

ปลาและอาหารทะเล เป็นอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง ช่วยเสริมสร้างผนังเซลล์ในร่างกายจึงอาจมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพจากผลกระทบของฝุ่นพิษได้ พบได้ในปลาทะเลและปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทู ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาช่อน กุ้ง หอย รวมถึงน้ำมันปลา ซึ่งการกินปลาด้วยวิธีต้ม แกง หรือนึ่งจะได้ประโยชน์ที่สุดเพราะโอเมก้า 3 จะสูญสลายหากผ่านความร้อนสูงๆ เช่นการทอด

ผักผลไม้สีส้ม-เหลือง-แดง เต็มไปด้วยวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยเสริมระบบทางเดินหายใจและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะเสริมประสิทธิภาพการทำงานของปอดให้ดีขึ้น พบมากในกลุ่มผักผลไม้ที่มีสีส้ม สีเหลือง และสีแดง เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ แครอท มันเทศ มันหวาน มะละกอข้าวโพด รวมถึงผักใบเขียวเข้มอย่างผักบุ้งและตำลึงก็ช่วยต้านฤทธิ์ฝุ่นจิ๋วได้

ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่ว งา เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เม็ดแมงลัก เรื่อยไปถึงขนมปังโฮลวีต ซีเรียลชนิดโฮลเกรน ล้วนมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพได้เช่นกันเพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง บางชนิดนอกจากจะให้กรดโอเมก้า 3 เช่นเดียวกับเนื้อปลาแล้ว ยังมีวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยมที่ช่วยชะลอการเสื่อมสมรรถภาพของเซลส์และปกป้องปอดจากมลพิษได้

อย่างไรก็ตามนอกจากการดูแลตัวเองด้วยการเลือกกินอาหารเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงแล้ว ก็ควรจะออกกำลังกายให้ได้อย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ที่สำคัญอย่าลืมพกแว่นกันแดดและหน้ากากเพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากการสูดดมฝุ่นละออง เมื่อต้องออกจากบ้านไปทำงานหรือทำภาระกิจต่างๆ หรือหลีกเลี่ยงสถานที่ที่ฝุ่นควันพิษเยอะเป็นพิเศษ ซึ่งอย่างน้อยก็สามารถเป็นเกราะกำบังช่วยลดผลกระทบจากมลพิษได้

ประเภทอาหารที่ไม่ควรทานพร้อมกับการดื่มแอลกอฮอล์

จริงๆ แล้วเราไม่อยากแนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์สักเท่าไร แต่หากคุณมีความจำเป็นต้องไปงานปาร์ตี้ หรือต้องสังสรรค์กับเพื่อนฝูงพร้อมแอลกอฮอล์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากเราจะแนะนำให้ดื่มในปริมาณน้อยแล้ว เราอยากพูดถึงอาหารที่หลายคนอาจจะสั่งมากินคู่กับแอลกอฮอล์ แต่จริงๆ แล้วอาจทำลายสุขภาพในอนาคตได้

อาหารรสเค็ม
อาหารรสเค็ม เช่น กับแกล้ม ขนมขบเคี้ยวต่างๆ ทำให้ร่างกายเราได้รับโซเดียมมากขึ้น โซเดียมทำให้เรากระหายน้ำมากขึ้น จึงอาจทำให้เราเผลอดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นไปด้วย ดังนั้นควรเปลี่ยนกับแกล้มเป็นผัก เนื้อสัตว์รสไม่จัด ถั่วต่างๆ (ไม่โรยเกลือ) จะดีกว่า

อาหารรสเปรี้ยว
ผลไม้ตระกูลซีตรัส เช่น มะนาว ส้ม รวมถึงอาหารรสเปรี้ยว อาจเร่งอาการของโรคกรดไหลย้อนได้ ใครที่มีความเสี่ยง หรือกำลังเป็นโรคนี้อยู่ ควรหลีกเลี่ยง

ขนมปัง
ในกรณีที่แอลกอฮอล์ที่คุณดื่มเป็นเบียร์ ขนมปัง และเบียร์ทำจากยีสต์ทั้งคู่ การบริโภคอาหารที่ทำจากยีส์เข้าไปในครั้งเดียวกันมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรืออาหารไม่ย่อยได้

น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล
น้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาลที่หลายคนนำมาเป็นมิกเซอร์ ผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้เราเมาเร็วกว่าน้ำอัดลมสูตรที่มีน้ำตาลตามปกติ เพราะน้ำตาลจะทำให้แอลกอฮอล์ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง ซึ่งจะทำให้เราเมาช้ากว่าน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลเล็กน้อย (แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาลไม่ทำให้เมานะ แค่เร็วกว่าเล็กน้อย)

อาหารไขมันสูง
เช่น อาหารทอด อาหารมันต่างๆ ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัว จึงอาจส่งผลให้เร่งอาการของโรคกรดไหลย้อนได้ และยังชะลอการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารไม่ย่อยได้อีกเช่นกัน

หากจะดื่มแอลกอฮอล์ ควรรับประทานอาหารให้เรียบร้อยก่อน แล้วดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกินลิมิตของตัวเอง ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเพราะอาจปัสสาวะบ่อย และอย่าลืมเมาไม่ขับด้วย

อาการปวดท้องมีที่มาอย่าปล่อยให้ผ่านไป

อาการปวดท้องนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หากเป็นในสาวๆ แล้วละก็ อาการปวดท้องก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆ และมักจะหายไปเอง ซึ่งอาการปวดท้อง ปวดท้องข้างซ้าย หรือปวดท้องน้อยเป็นสัญญาณเตือนที่เกิดจากอาการผิดปกติทั่วไป เป็นเพียงไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็หายไปภายในวันนั้นโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ แต่อาการปวดท้องก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาหาเราได้บ่อยๆ จนกลายเป็นอาการเรื้อรังที่มีสาเหตุมาจากโรคภายในได้ ทางที่ดี ถ้าเกิดว่าเรากำลังเผชิญกับอาการปวดท้อง หรือปวดท้องข้างซ้ายอยู่ แนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการเกิดจะดีที่สุด จะได้หาทางรักษาได้ทันท่วงที

หากว่าเรารับรู้ได้ถึงอาการปวดท้องที่เกิดในแต่ละข้าง ก็จะยิ่งทำให้เรารู้ได้ถึงสาเหตุของอาการปวดนั้นชัดเจนขึ้น วันนี้ เราจะมาเรียนรู้อาการปวดท้องข้างซ้ายกันก่อน จะได้รู้ว่าอาการที่เกิดจะบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพอะไรได้บ้าง

ปวดท้องข้างซ้ายบน

ภายในช่องท้องบริเวณด้านซ้ายบนประกอบด้วยอวัยวะสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ม้าม ลำไส้ และไตซ้าย ที่สำคัญยังอยู่ใกล้กับหัวใจอีกด้วย ฉะนั้น คนที่มีอาการปวดท้องข้างซ้ายบน หรือปวดท้องข้างซ้านบริเวณใต้ซี่โครง อาจเกิดได้จากสาเหตุเหล่านี้

โรคหัวใจ

อาจจะดูแปลกไปสักหน่อย เพราะว่าการเป็นโรคหัวใจอาจไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอาการปวดท้องที่เกิดขึ้น แต่การปวดท้องข้างซ้ายบนก็นับเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สื่อถึงการเริ่มต้นที่จะเป็นโรคหัวใจได้ ซึ่งการปวดท้องเป็นเพียงขั้นแรกที่จะนำไปสู่การเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ประกอบกับอาการอื่นๆ ที่จะเกิดตามมา ไม่ว่าจะเป็น อาการปวดที่รอบสะดือ อาการปวดที่บริเวณลิ้นปี่ หรืออาการปวดที่บริเวณใต้ชายโครงและท้องน้อย โดยลักษณะของการปวดที่เป็นขั้นต้นนั้นจะเป็นการปวดแบบเสียดๆ หรือปวดตื้อๆ แล้วค่อยเพิ่มความรุนแรงของอาการปวดขึ้นจนทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ไปจนถึงนอนไม่หลับ อาจมีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง ถ้าหากมีทั้งสองอาการนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน 3 – 4 ครั้ง แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียดจะดีที่สุด

ท้องผูก

เนื่องด้วยบริเวณช่องท้องส่วนบนเป็นที่อยู่ของอวัยวะสำคัญ อย่าง ลำไส้ใหญ่ จึงอาจทำให้ผู้มีอาการท้องผูกรู้สึกปวดท้องข้างซ้ายบนได้ โดยอาการท้องผูกนั้นเกิดขึ้นจากการที่อุจจาระตกค้างอยู่ภายในลำไส้ใหญ่ ไม่สามารถเคลื่อนตัวไปได้ตามปกติ ซึ่งผู้ที่มีอาการนี้อาจเกิดความรู้สึกอึดอัด อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดกลิ่นปาก และกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย

แก๊สในกระเพาะอาหาร

ในเครื่องดื่ม หรือในอาหารบางชนิด เมื่อเรารับประทานเข้าไปแล้วอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ บางกรณีอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายบน ไปจนถึงเกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง จนทำให้อึดอัด ซึ่งการรักษาก็ทำได้ด้วยการรับประทานยาลดกรด หรือยาขับลม

กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ

การรับประทานอาหารที่ไม่สดสะอาด หรือเป็นอาหารที่มีสารปนเปื้อน มีเชื้อไวรัส ตลอดจนเชื้อแบคทีเรียก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดโรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มีอุจจาระร่วงแบบเฉียบพลัน ร่วมด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ไปจนกระทั่งถึงภาวะขาดน้ำด้วย ซึ่งการรักษาอาการอักเสบนี้ จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับการใช้ยาเพื่อรักษาตามอาการ อาทิ ยาช่วยย่อย หรือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร

ลำไส้แปรปรวน

อาการปวดท้องข้างซ้ายบน อาจเกิดมาจากการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ ซึ่งเป็นอาการเรื้อรังของโรคลำไส้แปรปรวน หรือโรคดังกล่าวนั้นอาจเกิดจากการติดเชื้อภายในลำไส้ ที่นอกจากจะเกิดอาการปวดท้องแล้ว ยังมีอาการท้องเสียเรื้อรัง รวมถึงมีอาการท้องผูกอยู่เป็นประจำ ต้องบอกเลยว่าโรคนี้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมให้อยู่ภาวะที่เป็นปกติได้

ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจเป็นจุดกำเนิดของอาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เพราะปริมาณแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกายนั้นมีมากจนเกินไป ส่งผลให้มีอาการปวดท้องข้างซ้ายบน ซึ่งนอกจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว อาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันอาจเกิดได้จากการใช้ยาบางชนิด ตลอดจนได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ ซึ่งอาการในระยะเริ่มต้นอื่นๆ ก็ยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย รวมถึงมีไข้ตามมาอีกด้วย

อาหารเป็นพิษ

อาการอาหารเป็นพิษ หรืออาจเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า ภาวะอาหารเป็นพิษ เกี่ยวข้องกับอาการปวดท้องข้างซ้ายบน เพราะเป็นหนึ่งในอาการของภาวะนี้ มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อที่มาจากอาหารอย่างเฉียบพลัน ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นอื่นๆ ได้แก่ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อาเจียน ปวดเนื้อปวดตัว รวมถึงมีไข้สูง ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นภาวะอาหารเป็นพิษจะเริ่มแสดงอาการภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากการรับประทานที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ หรือเข้ารับการตรวจในอย่างละเอียดและทำการรักษาในทันที

อาการปอดบวม

อีกหนึ่งอวัยวะที่แม้จะไม่ได้อยู่ในบริเวณช่องท้อง แต่ก็อาจส่งผลข้างเคียงต่ออาการปวดท้องได้เช่นกัน อย่าง ปอด หากมองไปที่อาการปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อแล้ว ปอดนั้นจะขยายตัวและไปกดทับอวัยวะสำคัญที่อยู่ใกล้เคียงในบริเวณซีกซ้ายของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายบนได้ ส่งผลให้การหายใจนั้นทำได้ลำบาก เจ็บหน้าอก มีไข้สูง ตัวหนาวสั้น รวมถึงมีอาการไออย่างรุนแรงเกิดขึ้นด้วย

อาการม้ามโต

อาการม้ามโต อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งในที่นี้อาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส ไปจนกระทั่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากโรคตับแข็ง หรือโรคลูคีเมีย โดยอาการที่สังเกตเห็นได้ชัด คือ ม้ามจะขยายใหญ่ขึ้น และไปกดทับอวัยวะสำคัญต่างๆ ทำให้มีอาการปวดท้องข้างซ้ายบน อีกทั้งยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น อาการอึดอัด แน่นท้อง แขนขาอ่อนแรง หายใจไม่สะดวก ติดเชื้อง่าย เหนื่อยง่าย และเพื่อให้แน่ใจถ้าหากสงสัยว่าตัวเรา หรือคนใกล้ตัวอาจมีอาการม้ามโต ให้สังเกตอาการที่ขึ้นร่วมด้วย

 

ปวดท้องข้างซ้ายล่าง

ไส้เลื่อน

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาการที่น่าวิตก เพราะอาการไส้เลื่อนนั้นเป็นอาการที่ลำไส้จะไหลผ่านผนังช่องท้องไปกระจุกรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเกิดขึ้นกับผู้ชายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาการนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงเช่นกัน ซึ่งเมื่อเกิดอาการไส้เลื่อนแล้ว จะทำให้เกิดการปวดท้องอย่างรุนแรง และหากอาการนี้เกิดขึ้นบริเวณขาหนีบก็จะยิ่งอันตรายที่นอกเหนือจากอาการปวด ก็ยังทำให้สังเกตเห็นว่ามีก้อนตุงๆ อยู่ที่บริเวณหน้าท้อง อันเป็นเหตุมาจากไส้ที่เลื่อนออกมาอยู่ที่ผนังหน้าท้องนั่นเอง

โรคไต

เมื่อเกิดการติดเชื้อขึ้นที่บริเวณไต หรือเกิดมีนิ่วขึ้นในไต จะทำให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายล่าง ซึ่งสามารถแยกทั้ง 2 ได้จากอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น โดยอาการไตอักเสบ จะมาพร้อมกับอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างแบบเฉียบพลัน ปวดปัสสาวะตลอดเวลา มีอาการปวดแสบปวดร้อนขณะที่ปัสสาวะ หรืออาจปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย ในขณะที่อาการนิ่วในไตนั้นจะมาพร้อมกับไข้สูง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับอาการปวดหน่วงๆ ที่บริเวณต้นขา

โรคถุงผนังลำไส้อีกเสบ

โรคนี้เป็นโรคที่พบได้ในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากว่าเมื่อเรามีอายุที่มากขึ้น เนื้อเยื่อที่บริเวณผนังลำไส้ก็จะเสื่อมไปตามลำดับ ซึ่งอาจทำให้เกิดความดันในบริเวณลำไส้ใหญ่ อีกทั้งยังทำให้ผนังลำไส้เกิดการโป่งพอง โดยในส่วนที่โป่งพองนี้ก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบในเวลาต่อมา ผู้ป่วยที่มีอาการนี้ก็จะปวดท้องข้างซ้ายล่าง หรือต่ำกว่าสะดือลงมา จะมีอาการปวดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา อาจทำให้อุจจาระเป็นเลือด มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน รวมถึงเบื่ออาหารร่วมด้วย

ท้องนอกมดลูก

ในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หากเกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายล่าง นั่นอาจเป็นสัญญาณไม่ดีของสุขภาพที่กำลังจะบอกตัวเราอยู่ เพราะอาการปวดนี้นั้นบ่งบอกถึงภาวะการตั้งท้องนอกมดลูกที่จะส่งผลเสียและเป็นอันตรายต่อทั้งตัวแม่และเด็กที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งหากคุณผู้หญิงคนไหนที่เกิดภาวะการท้องนอกมดลูก จะทำให้เกิดอาการปวดอันเนื่องมาจากเส้นเอ็นยึดมดลูก เกิดซีสต์ในรังไข่ อีกทั้ง การที่ปวดท้องข้างซ่ายล่างเป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะมีการขยายตัว โดยหากเกิดอาการดังกล่าวก็ไม่ควรเพิกเฉย ต้องรีบไปพบแพทย์โดยทันที

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

อาการนี้อาจพบได้บ่อยในผู้หญิง โดยอาจทำให้เกิดการปวดประจำเดือนมากขึ้น อีกทั้งยังมีอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างตามมา นอกจากนั้นก็ยังอาจเกิดอาการอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ ท้องเสีย ท้องผูก รู้สึกเจ็บเวลาที่ปัสสาวะ หรืออาจมีประจำเดือนที่มาผิดปกติ ที่แย่ไปกว่านั้น ยังอาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่ได้อีกด้วย

การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ รวมถึงกรวยไตอักเสบ อาจเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ที่ส่งผลให้เกิดการปวดท้องข้างซ้ายล่าง ปัสสาวะติดขัด รวมถึงเกิดความรู้สึกปวดท้องน้อยในขณะที่ปัสสาวะ ถ้าหากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามไปยังไตได้ และกลายเป็นโรคไตในที่สุด

ซีสต์ในรังไข่

การเกิดซีสต์ในรังไข่ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างได้เช่นกัน โดยจะมีอาการปวดหน่วงๆ ทำให้ปัสสาวะบ่อย ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยการเกิดซีสต์ในรังไข่นี้ไม่ใช่อาการที่ร้ายแรงถึงขนาดที่จะกลายไปเป็นมะเร็งรังไข่ได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงว่าจะเป็น หรือเป็นแล้วแต่ยังมีขนาดของซีสต์ที่ไม่ใหญ่มาก จำเป็นต้องทำการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด เพราะหากทิ้งเอาไว้ก็จะยิ่งทำให้อาการปวดท้องมีเพิ่มมากขึ้น

ปวดท้องข้างซ้าย จะต้องดูแลเบื้องต้นอย่างไร ?
หากมีอาการปวดท้องข้างซ้ายขึ้นโดยที่เรายังไม่แน่ใจว่ามาจากสาเหตุอะไร ก็ให้ดูแลในเบื้องต้นก่อนที่จะเดินทางไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อย่าง อาหารจำพวกทอดที่ต้องใช้น้ำมัน เนื้อสัตว์ที่ติดมัน อาหารที่มีรสจัด ไปจนกระทั่งถึงการรับประทานอาหารที่จะต้องแบ่งทานพอประมาณในแต่ละครั้ง อย่าทานให้อิ่มจนเกินไป เคี้ยวให้ละเอียดก่อนที่จะกลืน อย่าเร่งรีบ ทานช้าๆ ที่สำคัญ ! ต้องไม่รับประทานอาหารก่อนที่เข้านอนประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มจำพวกที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนผสม อาทิ กาแฟ ชา โอเลี้ยง ช็อกโกแลต โกโก้ และน้ำอัดลมอัดแก๊สต่างๆ แต่หากลองทำตามวิธีที่บอกแล้วยังไม่ทุเลาลง ก็ให้รีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอาการในทันที

นอกจากโรคและอาการต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว อาการปวดท้องข้างซ้ายทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ก็ยังเป็นอาการเริ่มต้นและสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ว่าเราอาจจะกำลังเป็นโรคอีกหลายชนิดได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็งในช่องท้อง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคงูสวัส เกิดไส้ติ่งอักเสบ หรือแม้แต่ลำไส้ฉีกขาด เป็นต้น ทางที่ดี หากเกิดอาการปวดท้องข้างซ้าย กินยาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด ไม่ควรปล่อยปละละเลย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง ทำได้ง่ายๆดังต่อไปนี้

หลักการของการดูแลตับไม่ยากอย่างที่ทุกคนกังวลนะ เพียงแค่การดูแลง่ายๆด้วยการทำตาม เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง ที่เราได้หยิบยกมาฝาก เพียงเท่านี้ก็จะสามารถดูแลตับให้อยู่กับเราไปยาวนานเลย

โดยสรุปแล้วทั้งหมดแล้ว ทั้งยารวมทั้งแอลกอฮอล์ อาจไม่ได้ทำร้ายแค่ไตอย่างเดียว ยังสามารถทำร้ายตับได้อีกด้วย หากพวกเราทุกคนกินยาหรือดื่มแอลกอฮอล์ ในจำนวนที่มากเกินไป หรือไม่ระมัดระวังอาจเป็นภัยร้ายต่อตับได้อีกด้วย

ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกายคนเราอย่างมาก

ตับเป้ยอวัยวะที่คอยสร้างสารที่สำคัญต่างๆ อาทิเช่น ไข่ขาวเหนือ Albumin คอยช่วยอุ้มน้ำให้คอยอยู่มนหลอดเลือดอยุ่ตลอด ถ้าหากเกินไข่ขาวในเลือดต่ำ ผลที่ตามมาคือ จะทำให้เกิดอาการบวมเท้า และท้องมาน อีกด้วย และตับเป้นอวัยวะที่คอยผลิตน้ำดี แลยังคอยผลิตเกลือน้ำดีเอาไว้เพื่อช่วยย่อยสลายไขมัน ทั้งนี้น้ำดีจะถูกขับถ่ายออกมาจากทางเดินอาหาร และทำให้อุจาระของเรามีสีเหลือ และถ้าหากเกิดทางเดินน้ำดีอุตตันขึ้นมา จะส่งผลให้อุจจาระของเราเป็นสีขาว และตับเป็นอวัยวะที่คอยสะสมพลังงานให้ร่างกาย เช้น Glucose และวิตามินต่างๆ ที่สำคัญๆ

ตับยังเป็นโรงงานที่คอยผลิตพลังงานให้กับร่างกายของเรา

โดยการคอยสลายสารอาหารให้กับร่ายฃงกายอยู่เสมอ และเมื่อตับมีอาการป่วย จะทำให้มนุษย์อย่างเราๆ มีอาการเพลียมากอยู๋เสมอ ถ้าใครมีอาการเพลียมากๆ คอยเช็คตับใส่ใจดูแลตับด้วยนะ และตับยังมีหน้าที่กำจัดของเสียที่ร่างกายของเราไม่ต้องการโดยของเสียนั้นได้รับมาจากการกินอาหาร ยา กาแฟ  หรือแอลกอฮอล์และสารที่เป็นพิษ และมีอีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ย่อยอาหารหรือสลายอาหาร และเมื่อเวลาที่สารพิษผ่านตับ ตับของเราจะมีหน้าที่คอยทำลายพิษนั้นให้กับร่างกายของเรา

และถ้าหากคนเราได้รับสารพิษมากเกินไปตับของเรานั้นจะทำงานอย่างหนักและอาจรวมไปถึงตับของเราจะเสียได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เรากินหรือรับประทานอะไรเข้าไปเราควรจะคิดก่อนที่จะรับประทานว่ามีผลเสียต่อตัวเราหรือมีผลเสียต่อตับอย่างไรบ้าง

ดื่มน้ำอุ่นช่วยให้สุขภาพดีได้

การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำควรเป็นกิจวัตรสำหรับคนที่ใส่ใจในสุขภาพทุกคนควรควรปฏิบัติตามทุกวัน ดังนั้นการดื่มน้ำหนึ่งแก้วเมื่อตื่นนอนจึงเป็นกิจวัตรที่ดีมาก แต่จำเป็นต้องทราบว่าเราควรดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นจึงจะดีกว่ากัน?

แพทย์ต่างยืนยันว่าการดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้านั้นดีกว่า แม้ว่ามันจะไม่ค่อยถูกลิ้นสักเท่าไร คุณจะดื่มเปล่าๆ หรือจะหยดน้ำมะนาวลงไปสักนิดเพื่อเพิ่มรสชาติก็ยังได้ และการดื่มน้ำอุ่นไม่จำกัดแค่ในตอนเช้า แต่ยังมีประโยชน์เมื่อดื่มในเวลาอื่นๆ ลองอ่านบทความนี้ดูคุณจะทราบว่า การดื่มน้ำอุ่นมีประโยชน์กับร่างกายและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ อย่างไรได้บ้าง

1. ช่วยย่อยอาหาร
เพื่อปรับปรุงการย่อยให้ดีขึ้น ลองดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำ น้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นให้ต่อมย่อมอาหารทำงานได้อย่างถูกต้อง ช่วยจัดการกับอาหารในกระเพาะ ดังนั้นระบบย่อยก็จะไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ทั้งยังใช้พลังงานในกระบวนการย่อยน้อยลงด้วย

นอกจากนี้การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยกำจัดกรดส่วนเกินในกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาความเป็นกลางของน้ำย่อยไว้นั่นเอง

จากการศึกษาในปี 2012 ที่ตีพิมพ์ในวารสารระบบประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว ได้รายงานว่าการดื่มน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการให้กับผู้ที่มีภาวะหลอดอาหารเคลื่อนไหวผิดปกติได้ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการกลืนยาก สำลักอาหารและเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อกระตุก ผู้ที่มีความทุกข์ทรมานจากระบบย่อยอ่อนแอก็ควรดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกเมื่อตื่นนอนด้วย

2. บรรเทาอาการท้องผูก
การดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำในขณะที่ท้องว่างยังช่วยควบคุมการเคลื่อนตัวของลำไส้ และช่วยต่อสู้กับอาการท้องผูกได้

อาการท้องผูกเกิดขึ้นเนื่องจากมีน้ำในลำไส้น้อยเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้อุจจาระแข็งและแห้ง จึงถ่ายออกมาได้ยาก การดื่มน้ำอุ่นจึงช่วยบรรเทาอาการท้องผูกอย่างได้ผล

การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างเป็นปกติ ช่วยย่อยสลายอาหารที่เหลืออยู่ให้หมดไป ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังช่วยลดอาการท้องอืด อาการปวดท้องอันเนื่องมากจากอาการท้องผูกได้

เพื่อต่อสู้กับอาการท้องผูก ขอแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน 1 แก้วทุกเช้าในเวลาท้องว่าง ลองหยดน้ำผึ้งหรือน้ำมะนาวลงไปในน้ำอุ่น ยิ่งช่วยเพิ่มประโยชน์ต่อลำไส้ได้มากขึ้นไปอีก

3. บรรเทาอาการเจ็บคอ
อาการเจ็บคอ เป็นอาการที่พบได้บ่อยเวลาลำคอเกิดการระคายเคืองหรือติดเชื้อ อันเกิดจากโรคหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ การดื่มน้ำอุ่นช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและช่วยให้รู้สึกสบายคอมากขึ้น อีกทั้งน้ำอุ่นยังช่วยละลายเสมหะที่ข้นเหนียว และขจัดออกมาจากทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น

นอกเหนือจากการดื่มน้ำอุ่นเปล่าๆ คุณยังเปลี่ยนไปดื่มชาสมุนไพรแทนได้ อีกทั้งยังควรกลั้วปากด้วยน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว ผสมเกลือครึ่งช้อนชา เพื่อช่วยให้อาการเจ็บคอดีขึ้นและลดการติดเชื้อในลำคอได้ด้วย

4. ช่วยรักษาอาการคัดจมูก
การดื่มน้ำอุ่นเป็นอีกวิธีที่ยอดเยี่ยมในการรักษาอาการคัดจมูก น้ำอุ่นช่วยทำความสะอาดโพรงจมูกทำให้รู้สึกโล่งขึ้น หายใจได้สะดวกไม่อึดอัด

เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่นๆ เข้าไป มันจะช่วยให้เสมะหรือน้ำมูกที่ข้นเหนียวอยู่ละลายแล้วขับออกทั้งจากในโพรงจมูกและทางเดินหายใจ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ นอกจากนี้ยังช่วยล้างพิษออกจากร่างกาย ทำให้หายป่วยได้เร็วขึ้นไปด้วย

5. ช่วยขจัดน้ำหนักส่วนเกิน
ผู้ที่กำลังควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดและออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ควรดื่มน้ำอุ่นมากกว่าน้ำเย็น การลดน้ำหนักจึงจะได้ผลดีกว่า

น้ำอุ่นช่วยเพิ่มอุณหภูมิบริเวณกลางลำตัวให้สูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหาร ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้นไปอีก

การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยลดไขมันในร่างกายลงได้ และเพื่อเพิ่มประโยชน์มากขึ้น ให้ลองดื่มน้ำอุ่นกับน้ำมะนาวสักเล็กน้อยทุกวันในตอนเช้า มันจะช่วยลดเนื้อเยื่อไขมันหรือไขมันในร่างกาย นอกจากนี้เส้นใยเพคตินในมะนาวยังช่วยควบคุมความอยากอาหาร ทำให้คุณกินอาหารมันๆ หรือไม่ดีต่อสุขภาพได้น้อยลงไปด้วย

6. ช่วยล้างพิษในร่างกาย
การดื่มน้ำอุ่นสามารถชำระชะล้างสารพิษในร่างกายออกไปได้ เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่น 2-3 ถ้วย มันจะช่วยให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ช่วยให้เหงื่อออกจึงรู้สึกเย็นลง ซึ่งเหงื่อที่ไหลออกมานี่ช่วยชะล้างสารพิษออกมาจากร่างกายนั่นเอง

การดื่มน้ำอุ่นทุกวันยังช่วยล้างพิษออกจากผิวพรรณได้ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคผิวหนังชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สิวผื่น สิวเสี้ยน การดื่มน้ำโดยทั่วไปแล้วยังเหมาะสำหรับการล้างพิษและชำระล้างสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกาย ลองบีบน้ำมะนาวลงไปผสมกับน้ำอุ่นเล็กน้อยก่อนดื่ม จะช่วยให้ได้ผลดีขึ้นไปอีก

7. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
แม้ว่ามันอาจจะฟังดูแปลก แต่การดื่มน้ำอุ่นช่วยป้องกันและลดอาการปวดประจำเดือนได้ เพราะน้ำอุ่นช่วยคลายกล้ามเนื้อมดลูกที่กำลังหดตัว บรรเทาอาการเกร็งและกระตุกตัวของมดลูกได้ดี

นอกจากนี้ยังหยุดการเก็บกักน้ำ ป้องกันอาการเจ็บปวดในช่วงกำลังมีรอบเดือน ในครั้งต่อไปที่คุณเริ่มมีอาการปวดประจำเดือน ดื่มน้ำอุ่นสักแก้วช่วยบรรเทาอาการแล้วนำเอากระเป๋าน้ำร้อนวางประคบบริเวณท้องน้อย ก็จะยิ่งช่วยให้อาการปวดดีขึ้นด้วย

8. ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต
การดื่มน้ำอุ่นช่วยปรับการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น ซึ่งสำคัญเพราะช่วยให้เลือดนำส่งออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ไหลผ่านไปสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะทั่วร่างกาย การไหลเวียนโลหิตที่เหมาะสมสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท

เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่น ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายจะเผาผลาญ เพิ่มการไหลเวียนโลหิตในร่างกายและยังล้างพิษที่เป็นอันตรายออกไปได้ โปรดหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นมากเกินไป เพราะอาจทำให้หลอดเลือดดำอุดตันได้

9. ช่วยให้แก่ช้าลง
การดื่มน้ำอุ่นดีต่อผิวพรรณอีกด้วยนะ เพราะมันช่วยกำจัดสารพิษต่างๆ ออกไปจากร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้เป็นต้นเหตุของริ้วรอยก่อนวัยและปัญหาสุขภาพต่างๆ

การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว ทั้งยังช่วยฟื้นฟูและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวพรรณของคุณ ลองดื่มน้ำอุ่นหนึ่งแก้วผสมน้ำมะนาวลงไปสักครึ่งลูก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการล้างพิษได้

10. ช่วยกระตุ้นการนอนหลับ
หากคุณมีปัญหาการนอนหลับ ลองจิบน้ำอุ่นสักแก้วก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น น้ำอุ่นๆ ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายขึ้น ช่วยระงับประสาท ทำให้ง่วงและสงบลงได้

นอกจากนี้ยังช่วยลดความอยากอาหารกลางดึกและทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อตื่นตอนเช้า

ข้อแนะนำในการดื่มน้ำอุ่น
ควรดื่มน้ำอุ่นเสมอ ไม่ควรร้อนจนเกินไป เพราะการดื่มน้ำร้อนอาจเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อในปากและหลอดอาหารได้
หลังจากน้ำเดือดแล้ว ปล่อยให้เย็นลงสักครู่จึงค่อยดื่ม
ดื่มน้ำอุ่นเสมอหลังจากทานอาหาร หากคุณดื่มน้ำเย็น ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิ ทำให้ประสิทธิภาพการย่อยอาหารลดลง
หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอุ่นหลังการออกกำลังกาย เพราะในขณะนั้นร่างกายมีอุณหภูมิสูงมากอยู่แล้ว

6 อาหารสร้างงกล้ามเนื้อ

อาหารสร้างกล้ามเนื้อ 6 ของกินมีประโยชน์ที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี มีกล้ามบึ้กได้โดยไม่ต้องง้ออาหารเสริม

อย่างที่นักเล่นกล้ามทุกคนทราบกันดี ว่าการสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและรวดเร็ว จะออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นจะต้องควบคุมและเลือกกินอาหารดี ๆ มีประโยชน์ด้วยถึงจะพัฒนากล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาหารเสริมต่าง ๆ ถือเป็นตัวช่วยอย่างดีในการสร้างกล้ามเนื้อ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่อยากพึ่งอาหารเสริมเหล่านั้น เพราะมีราคาสูงมากหรือบางทีพยายามกินแล้ว แต่รสชาติไม่ถูกปากทำให้กินไม่ลงก็มี ทำให้การกินยังเป็นปัญหาสำหรับนักเล่นกล้ามหลาย ๆ คนอยู่

1. ผักและผลไม้

ผักและผลไม้ถือเป็นรากฐานของอาหารสุขภาพเลยก็ว่าได้ ถึงจะมีโปรตีนไม่มาก แต่ก็อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ เกลือแร่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ผักและผลไม้ที่แนะนำคือ

– ผักโขม

นอกจากจะมีสารอัลคาไลน์ ที่ช่วยทำให้ร่างกายกลับมาสมดุลและป้องกันการสูญเสียของกล้ามเนื้อแล้ว ยังมีสารไนเตรท ที่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

– มันเทศและมันฝรั่ง

มันเหล่านี้คือแหล่งคาร์โบไฮเดรตชั้นดี ซึ่งสามารถเพิ่มพลังงานก่อนออกกำลังกายได้ นอกจากนี้ยังมีโปรตีน ฟอสฟอรัส วิตามิน แคลเซียม และใยอาหารสูงอีกด้วย ได้ประโยชน์จำเป็นที่ค่อนข้างครบถ้วนเลย

อาหารสร้างกล้ามเนื้อ

2. นมหรือโยเกิร์ต

จัดเป็นอาหารสร้างกล้ามเนื้อที่หาซื้อได้ง่ายและราคาไม่แพง โดยนมจะอุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัสและวิตามินต่าง ๆ ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อนักเล่นกล้ามมาก ๆ นมและโยเกิร์ตที่แนะนำคือ

– นมถั่วเหลือง

ถือว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจก็แล้วกัน แม้คุณค่าทางโภชนาการจะน้อยกว่าแต่ก็ได้โปรตีนในระดับที่ใกล้เคียงกันเลย แต่นมถั่วเหลืองจะมีปริมาณไขมันที่น้อยกว่านมวัว ทำให้เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมอาหารเพื่อสร้างกล้ามเนื้อมากกว่า

– กรีกโยเกิร์ต

โยเกิร์ตที่มีเนื้อเข้มข้นและให้รสชาติแบบโยเกิร์ตแท้ ๆ ซึ่งจะมีปริมาณโปรตีนมากกว่าโยเกิร์ตแบบทั่วไป ทำให้สร้างกล้ามเนื้อได้ดี แถมมีไขมันและน้ำตาลที่น้อยกว่าส่งผลให้เห็นกล้ามเนื้อได้ชัดมาก

3. เนื้อสัตว์

แน่นอนว่าสารอาหารหลักที่ต้องการจากเนื้อสัตว์เลยคือ โปรตีน เพราะประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่มีความจำเป็นในการสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ และเนื้อสัตว์ที่แนะนำคือ

– อกไก่ดำ

กินอกไก่ธรรมดาก็ถือว่าดีแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสเลือกกินอกไก่ดำจะได้คุณประโยชน์ที่มากกว่า โดยไก่ดำมีโปรตีนมากกว่าไก่ธรรมดาถึง 20% และมีธาตุเหล็กสูงกว่า 25% แถมมีสังกะสีมากกว่าถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีปริมาณไขมันที่น้อยกว่าถึง 5 เท่าอีกด้วย

– ปลาแซลมอน

แม้ว่าโปรตีนจะน้อยกว่า เนื้อไก่ เนื้อหมู หรือเนื้อวัว แต่เนื้อปลาแซลมอนมีไขมันโอเมก้า 3 ที่ประกอบไปด้วยกรด EPA และ DHA ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อและยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกายให้ดีขึ้น และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บของเซลล์กล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายได้อีกด้วย

4. ไข่

จัดเป็นอาหารเพิ่มโปรตีนที่มีราคาถูกและหาซื้อง่ายที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งในไข่จะมีปริมาณโปรตีนสูง ซึ่งช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อให้แน่นขึ้นได้เป็นอย่างดี แถมยังย่อยง่ายอีกด้วย โดยการกินไข่ต้องเลือกกินดังนี้

– ไข่ขาวต้มสุก

การต้ม คือ วิธีที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุดในการปรุงไข่ให้สุก เพราะปราศจากไขมัน ไม่มีการปรุงแต่ง และไม่ไหม้ดำ นอกจากนี้พยายามหลีกเลี่ยงการกินไข่ขาวลวกหรือไข่ขาวดิบ เพราะเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคสะสมอยู่ กินแบบสุกจะปลอดภัยกว่า

– ไข่แดง

หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าครึ่งหนึ่งของโปรตีนในไข่มาจากไข่แดง แถมยังมีลูทีน (lutein) ที่ช่วยบำรุงสายตาและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าต้องกินวันละหลาย ๆ ฟอง แต่กินอย่างน้อยวันละ 1-2 ฟองก็ยังดี ปริมาณเท่านี้ไม่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นแน่นอน

5. ถั่ว

ถั่ว ถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีแถมย่อยได้ง่าย โดยในโปรตีนจากถั่วจะประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด เช่น กลูตามีน ลิวซีน วาลีน และอาร์จินีน ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นต่อการสร้างกล้ามเนื้อมาก ๆ ถั่วที่แนะนำคือ

– อัลมอนด์

เป็นของกินเล่นที่มีโปรตีนสูงมาก ๆ จึงเป็นอาหารที่ให้พลังงานและช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้ในอัลมอนด์ยังมีสารแมกนีเซียมประกอบอยู่ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันกล้ามเนื้อและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีอีกด้วย

– ถั่วเลนทิล

ซูเปอร์ถั่วที่ถือเป็นสุดยอดของแหล่งโปรตีนเลย แถมเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวิตามินบีที่ช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ บำรุงประสาท และมีธาตุเหล็กมากกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ ถึง 2 เท่า แจ่มสมเป็นซูเปอร์ถั่วจริง ๆ

6. ธัญพืช

สงสัยไหมว่าทำไมคนกินมังสวิรัติถึงมีกล้ามโต ๆ เหมือนคนอื่นได้ ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขากินโปรตีนจากธัญพืชยังไงล่ะ ธัญพืช เป็นอาหารที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง กินแล้วย่อยง่าย ช่วยลดไขมันและเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายได้อีกด้วย ธัญพืชที่แนะนำคือ

– คีนัว

สุดยอดธัญพืชที่เป็นแหล่งโปรตีนสมบูรณ์แบบ ซึ่งหมายความว่าในคีนัว จะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วนทั้ง 9 ชนิดจึงช่วยพัฒนาและสร้างกล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้ยังมีปริมาณคอเลสเตอรอลที่ต่ำมาก สามารถกินในปริมาณมากได้โดยไม่ต้องกังวลเลย

– ข้าวโอ๊ต

หลายคนมักมองข้ามข้าวโอ๊ต เพราะไม่รู้ว่ามันอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีผลดีกับร่างกาย มีโปรตีนและวิตามินมากมาย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนที่ชอบออกกำลังกายทั้งนั้น แถมยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย

เท่านี้ก็ทราบแล้วนะครับว่าอาหารอะไรมีประโยชน์ต่อการสร้างกล้ามเนื้อบ้าง ใครที่เบื่ออาหารเก่า ๆ อยู่ ก็ลองนำสิ่งเหล่านี้ไปมิกซ์ดูได้ รับรองว่ากล้ามบึ้กและสุขภาพดีขึ้นแน่นอน

มะเร็งปากมดลูก ภัยร้าย ป้องกันได้

                       มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่สามารถป้องกันและตรวจคัดกรองได้หลายวิธี ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรอง เพื่อป้องกันโรคและรักษาตั้งแต่ระยะแรก แต่ปัญหาที่พบบ่อย คือผู้หญิงบางคนมีความอายที่จะเข้ารับการตรวจภายใน ทำให้เสียโอกาสในการตรวจพบรอยโรคระยะแรก หรือรอยโรคระยะก่อนลุกลาม ดังนั้นผู้หญิงทุกคนควรปรับทัศนคติเกี่ยวกับการตรวจภายใน ละความอายที่จะเข้ารับการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งควรเข้ารับการตรวจตั้งแต่อายุ 25 ปี

 

 

ตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูก จำเป็นแค่ไหน?

มะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี หลังติดเชื้อจะไม่ป่วยเป็นมะเร็งในทันที แต่จะมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่เซลล์เยื่อบุปากมดลูก อาจไม่มีอาการแสดงแต่อย่างใด ตรวจพบได้จากการคัดกรอง ซึ่งระยะก่อนเป็นมะเร็งนี้ ใช้เวลานานเฉลี่ย 10-15 ปี ก่อนตัวโรคมีการพัฒนาไปเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ดังนั้นถ้าหากรับบริการตรวจคัดกรอง ตรวจภายในสม่ำเสมอ จะทำให้รักษา และป้องกันก่อนที่โรคจะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง ระยะลุกลาม ซึ่งจะทำให้การรักษาได้ผลดีที่สุด

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

  • วัคซีน
  • ตรวจภายในเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

  • กลุ่มคนที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย มีคู่นอนหลายคน โดยไม่ป้องกัน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (ผู้ติดเชื้อเอชไอวี, ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ ฯลฯ)
  • การติดเชื้อเอชพีวีชนิดเสี่ยงสูง

อาการแสดงของมะเร็งปากมดลูก

อาการแสดงของโรคมีตั้งแต่ระยะที่ไม่แสดงอาการ ไปจนถึงแสดงอาการแทรกซ้อนเช่น ไตวาย การอุดกั้นของไตฉันพลับ หรืออาการแสดงในระยะที่โรคดำเนินไปถึงอวัยวะอื่น ๆ อาการส่วนใหญ่ที่พบมากที่สุดคือเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด มีตกขาวผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งอาการเหล่านี้ควรตรวจเพื่อหาสาเหตุความผิดปกติ

ข้อแนะนำในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเสี่ยง

  1. กลุ่มที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรได้รับการตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 30 ปี
  2. กลุ่มเสี่ยงควรได้รับการตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 25 ปี หรือเมื่อเริ่มต้นมีเพศสัมพันธ์

มะเร็งปากมดลูก รักษาให้หายขาดได้หรือไม่

  • ระยะติดเชื้อเอชพีวีก่อนเป็นมะเร็งสามารถรักษา ป้องกันก่อนเป็นมะเร็งได้
  • ระยะเป็นมะเร็งแล้วหากยังไม่ลุกลาม มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้
  • ระยะลุกลาม รักษาได้ ต้องตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด