สาเหตุของผมร่วงมีดังนี้ 

คุณรู้หรือไม่ว่าความกังวลเป็นจุดบ่อเกิด ของอาการผมร่วงซึ่งหลายคนมีความคิดกังวลทุกครั้งหากมีการสระผม หลายคนอาจจะสังเกตเห็นว่าการสระผมนั้นทำให้ผมร่วงจำนวนมากซึ่งทำให้ผมเบาบางลงไปค่อนข้างเยอะบางคนร่วงเป็น กระจกเลยโดยใครที่กำลังกังวลเกี่ยวข้องกับผมของตัวเองที่กำลังร่วงอยู่นั้นอาจจะมองว่าผมของบางคนร่วงมากกว่าเมื่อก่อนซึ่งมีการบำรุงค่อนข้างที่จะดีแล้วแต่ก็ยังร่วงอยู่ดังนั้นวันนี้มาดูสาเหตุกันดีกว่าค่ะว่า ผมร่วงเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง 

ผมร่วงเกิดจากสาเหตุอะไรกันนะ 

การสระผมบ่อยเกินไปก็ทำให้ผมร่วงได้เช่นกัน 

สำหรับใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับหนังศีรษะมันหรือปัญหาสำหรับคนออกกำลังกายบ่อยครั้งจนทำให้เป็นสาเหตุที่เรานั้นจะต้องสระผมอยู่บ่อยครั้งก็ตามคุณรู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้วสำหรับบุคคลที่สระผมบ่อยเกินไปก็อาจทำให้หนังศีรษะแห้งได้ซึ่งสาเหตุของหนังศีรษะแห้งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดให้เกิดอาการคันของศรีษะที่เป็นผลของการระคายเคืองและเป็นที่มาของการเป็นรังแคอีกด้วยนะดังนั้นสาเหตุเหล่านี้จึงก่อให้เกิดปัญหาผมร่วงได้ 

การหวีผมแรงแรงบ่อยบ่อยหรือหวีผมขณะที่ผมเปียกก็ช่วยทำให้ผมร่วงเหมือนกัน 

สำหรับบุคคลที่มีผมยาวแล้วต้องการหวีผมตัวเองบ่อยบ่อยคุณรู้หรือไม่ว่าการหวีผมโดยการหวีผมเปียกหรือผมยังไม่แห้งสนิทดีนั้นเป็นการทำร้ายผมโดยตรงเนื่องจากการหวีผมเป็นการก่อให้เกิดผมหลุดร่วงมากขึ้นและการหวีผมนั้นเป็นการเกิดการเสียดสีระหว่างหวีและเส้นผมซึ่งมัน จะก่อให้เกิดผมที่แห้งเสียได้ 

ใครที่ใช้ไดเป่าผมบ่อยบ่อยควรฟังไว้ 

คุณรู้หรือไม่ว่าความร้อนที่มาจากได้ป่าวผมเป็นการทำให้ผมแห้งเสียง่ายที่สุดและนอกจากนั้นยังก่อให้เกิดหนังศีรษะแห้งซึ่งจะส่งผลให้คันและขาดความชุ่มชื้นต่อศรีษะของคุณได้และนั่นจะก่อให้เกิดสาเหตุที่ทำให้ผมหลุดร่วงยิ่งการจ่อไดเป่าผมไปที่หนังศีรษะของตนเองและเป็นการใช้นานจนเกินไปก็เป็นการทำร้ายผมของคุณอย่างตรงจุด 

 สำหรับท่านที่ชอบทานอาหารรสจัดเสียงให้ผมหลุดร่วงได้นะ 

คุณรู้หรือไม่ว่าอาหารที่มีรสจัดส่งผลให้ผมคุณร่วงเพราะเกิดจากอาหารที่มีรสจัดนั้นทำให้ความดันโลหิตสูงและเส้นเลือดหดตัวลงดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงรากผมได้น้อยลงนั่นเองนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมของเราไม่แข็งแรงและเกิดการหลุดร่วงได้ง่ายขึ้น     

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

สังเกตอาการหากมีอาการง่วงนอนบ่อยอาจเกิดมาจากสาเหตุต่อไปนี้

 เชื่อว่าหลายคนคงมีอาการเหมือนกันคือเมื่อกินอิ่มก็จะเริ่มง่วงนอน โดยเฉพาะคนที่ทำงานในออฟฟิตมักจะพบปัญหานี้กันเกือบแทบทุกคน ซึ่งอาการง่วงระหว่างวันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแต่หากเป็นทุกวันเราอาจจะต้องมาหาสาเหตุกันแล้วว่าเกิดจากอะไร

เพราะอาจจะเป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังเป็นโรคอะไรอยู่หรือไม่ 

  1. โรคนอนไม่หลับ  หลายคนเป็นโรคนี้กันมาก คือกลางคืนไม่ง่วงนอน ดังนั้นพอมาตอนกลางวันร่างกายจึงทนไม่ไหว เกิดอยากจะมานอนหลับในตอนกลางวันซะนี่ ซึ่งปัญหาที่เรานอนไม่หลับในตอนกลางคืนส่วนมากจะเกิดมากจากความเครียดที่สะสมเอาไว้ทั้งการเครียดเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ซึ่งเราควรจะรีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับผลกระทบจากอาการนอนไม่หลับของเรา หรือหากมีอาการหนักมากขึ้นเรื่อยๆควรปรึกษาแพทย์
  2. โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการที่เรานอนไม่หลับ พอนอนไม่หลับร่างกายก็เกิดอาการเพลีย และเมื่อร่างกายมีอาการเพลียเมื่อยล้ามากๆผลทีตามมาจะทำให้เราปวดหัว นอนหลับไม่สนิท มีความรู้สึกว่านอนเท่าไหร่ก็ไม่พอกับที่ร่างกายต้องการและอาจจะมีผลกระทบต่อระบบความจำได้อีกด้วย
  3. โรคลมหลับ  ซึ่งโรคนี้มักพบมากในเด็กและผู้ใหญ่ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่ายกาย โดยอาการของโรคจะง่วงนอนในตอนกลางคืนแต่กลางคืนทำยังไงก็นอนไม่หลับ ซึ่งจะมีผลกับพัฒนาการทางสมองถ้าเกิดกับเด็กและหากเกิดกับผู้ใหญ่มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงาน เพราะหากเราแอบงีบหลับในตอนกลางวันอาจจะถูกหัวหน้าตำหนิเอาได้ และหากง่วงในช่วงที่กำลังขับรถอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ซึ่งมีผลต่อชีวิตของเราและผู้อื่นด้วย
  4. โรคเบาหวาน สำหรับคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลให้ง่วงนอนได้ง่าย
  5. โรคโลหิตจาง  ซึ่งการเป็นโรคนี้มีสาเหตุมาจากการกินอาหารไม่เพียงพอแต่ร่างกายต้องการ และมีผลกระทบมาถึงการทำงานของสมองช้าลง รู้สึกหน้ามืดและมักจะอ่อนเพลียอยู่เป็นประจำที่สำคัญจะรู้สึกง่วงนอนตลอดเวลาทำให้หน้าตาไม่สดใส
  6. การเสียเลือดมาก ก็มีผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลียส่งผลให้เราง่วงนอนได้เช่นกัน

สิ่งเหล่านี้คือผลพวงที่ตามมาหากเรามีอาการง่วงนอนเพราะโรคที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะให้ร่างกายของเราอ่อนเพลีย ซึ่งเมื่อร่างกายอ่อนเพลียแล้วจึงมีการปรับสมดุลให้กับตัวเอง โดยร่างกายจะพยายามบังคับให้เราต้องนอนหลับพักผ่อน

ดังนั้นจึงทำให้เราเกิดความรู้สึกง่วงในแทบจะตลอดเวลาในเวลากลาง ซึ่งเราควรรีบรักษาเร่งด่วนเพราะมีผลกระทบกับการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ขายไหม

คำถามที่พบบ่อยเราควรใช้เครื่องช่วยฟังข้างเดียวหรือสองข้างดี

สำหรับคนที่กำลังศึกษาเรื่องของเครื่องช่วยฟัง หลายคนคงอยากจะรู้ว่าหากเรามีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน เราควรใช้เครื่องช่วยฟังกี่ข้างดีจะใส่ข้างเดียวหรือสองข้าง ถ้าเรามีปัญหาด้านการได้ยินทั้งสองข้างเลย แต่เราจะใส่เครื่องช่วยฟังข้างเดียวได้ไหม วันนี้เรามีคำตอบดีๆมาให้ค่ะ

            ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าความผิดปกติทางการได้ยินของเรานั้น มีปัญหาข้างเดียวหรือสองข้าง

  1. หากเรามีความผิดปกติทางการได้ยินข้างเดียว เราสามารถใช้เครื่องช่วยฟังข้างเดียวได้ เพราะปกติหากเราไม่ได้เสียงข้างเดียว เราจะมีหูอีกข้างช่วยในการได้ยินเสียงอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าประสาทการได้ยินของเราจะได้ยินเสียงเบามากเท่านั้นเอง หรือหากใครมากระซิบเรียกข้างหูฝั่งที่เรามีปัญหาการได้ยิน ก็จะทำให้เราไม่ได้ยินเสียงได้ ดังนั้นการใช้เครื่องช่วยฟังมาไว้กับหูข้างที่ไม่ได้ยิน จะทำให้เราได้ยินเสียงชัดเจนยิ่งขึ้นกับหูทั้งสองข้าง
  2. หากเรามีความบกพร่องทางการได้ยินกับหูทั้งสองข้างแล้ว เราควรใส่เครื่องช่วยฟังกับหูทั้งสองข้างของเรา เพราะการที่เราใส่แค่ข้างเดียวแต่หูอีกข้างยังไม่ได้ยินประสิทธิภาพการได้ยินย่อมน้อยกว่าการใส่หูฟังทั้งสองข้าง แต่ก็ยังมีอีกกรณีที่เราใส่ข้างเดียวได้นั่นก็คือ หากมีการตรวจสอบจากแพทย์แล้วพบว่า เรามีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินกับหูทั้งสองข้าง แต่พบว่าหนึ่งข้างนั้นเป็นโรคหูหนวกที่สามารถได้ยินได้อีกแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟัง  เพราะแม้ว่าถึงจะใช้เครื่องช่วยฟัง เราก็จะไม่ได้ยินนั่นเอง

เครื่องช่วยฟัง มีหน้าที่เพิ่มระดับเสียงให้เราได้ยินเสียงให้ชัดเจนมากขึ้น นั่นหมายความว่าหูของเราที่ผิดปกติยังพอที่จะได้ยินเสียงบ้างแต่เสียงค่อนข้างเบามากจนเราแทบจะไม่ได้ยิน เราจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังมาขยายให้เสียงมีความดังมากขึ้น เพื่อให้เราได้ยินเสียงชัดเจนยิ่งขึ้น แต่การใส่เครื่องช่วยฟังจะไม่สามารถรักษาอาการความผิดปกติของหูได้ดังนั้น

หากเรามีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน แนะนำว่าควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาก่อนซื้อเครื่องช่วยฟังใส่เอง เพราะระหว่างที่เราใส่เครื่องช่วยฟังแล้วหมอสามารถหาทางรักษาความผิดปกติทางการได้ยินของเราได้ ก็จะได้เป็นผลดีต่อตัวเรายิ่งขึ้น และหากว่าเรามีความผิดปกติแล้วไม่รีบรักษาใช้แต่เครื่องช่วยฟังอย่างเดียว เมื่อถอด เครื่องช่วยฟัง ความผิดปกติจากการได้ยินก็จะยังคงอยู่ และหากปล่อยไว้นานไปอาการจะยิ่งเป็นมากกว่าเดิม

ตื่นแล้วนอนต่อส่งผลเสียต่อสุขภาพ

การนอนหลับถือว่าเป็นการพักผ่อนที่ทุกคนชอบมันเป็นอย่างมาก

คุณคงเคยมีความคิดอยากจะหลับนานๆแบบไม่ตื่นเลยไหม แต่นั้นคงไม่ใช่การพักผ่อนระยะสั้นสินะ ทุกคนล้วนแล้วแต่จะต้องตื่นขึ้นมาทำกิจกรรมในเช้าวันใหม่กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะต้องไปเรียน ไปทำกิจกรรมตามโปรแกรม หรือทำงาน คุณเคยรู้สึกไหมว่าไม่อยากตื่นเลย แต่ไม่ใช่การนอนแบบไม่มีวันตื่นนะ ที่หมายถึงก็คือ คุณอาจจะมีความรู้สึกที่ยังอยากจะนอนต่อหลังจากที่ลืมตาตื่นขึ้นมา

เชื่อเถอะว่าอาการแบบนี้ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่เป็น ยังมีอีกหลายคนเลยนะที่มีความรู้สึกแบบนี้ ถ้าคุณของีบอีกสัก 10-20 นาทีมันก็คงจะเป็นอะไร แต่บางคนนั้นตื่นแล้วนอนต่ออีกยาวๆ แน่นอนว่าคุณจะมีความสุขแต่สุขภาพร่างกายของคุณนั้นจะแย่เอาได้นะ

ต้องย้อนกลับไปว่าทำคุณถึงมีอาการง่วงได้มากถึงขนาดนี้ นั้นมาจากการที่คุณนอนดึกใช่หรือไม่ ซึ่งตามหลักแล้วถ้าหากเราไม่มีกิจกรรมหรือความจำเป็นที่จะต้องนอนดึกมาก เวลาที่ควรนอนคือก่อน 22.00 น. และถ้าหากมีความจำเป็นจริงๆก็ควรนอนไม่เกินเวลา 00.00 น. หรือ เที่ยงคืน เพราะช่วงเวลาหลังจากนี้จะเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนต่างๆออกมา

และอวัยวะต่างๆต้องการซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งถ้าเราไม่นอนนั้นเท่ากับว่าเราได้เปิดระบบการทำงานอวัยวะต่างๆในร่างกายให้ทำงานอยู่ ซึ่งผลที่ตามมาคือการที่คุณนอนดึกและตื่นสาย ถึงแม้ว่าตัวคุณจะบอกว่า นอนดึก แต่ก็นอนครบ 6-8 ชั่วโมงตามเวลาที่เป็นมาตรฐานต่อการพักผ่อน แต่ก็ไม่มีค่าเช่นเคยเพราะคุณไม่นอนตรงตามเวลาที่ร่างกายควรได้พัก

อาการที่ตามมาคือ อาการเพลีย ความเหนื่อยล้าหลังจากตื่นนอนในครั้งแรกของวันใหม่ เมื่อคุณรู้สึกถึงอาการเหล่านี้จะทำให้คุณมีความคิดที่จะไม่อยากลุกออกจากที่นอนเลย และเป็นที่มาของการทำให้คุณนั้นเลือกที่จะกลับลงไปนอนต่อ หากงีบต่ออีกสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร แต่คุณจะทำอย่างนั้นได้จริงหรือ รู้ตัวอีกทีคุณก็อาจจะเผลอหลับต่อไปแล้วหลายชั่วโมง และการที่คุณตื่นขึ้นมาในรอบที่สอง ก็ไม่สามารถการันตีได้เลยว่าอาการง่วงของคุณจะหายไป

ยิ่งการนอนตื่นสาย การต่อต่อในตื่นแรก สิ่งเหล่านี้จะยิ่งทำให้คุณนั้นมีอาการเพลียและเหนื่อยไปมากกว่าเดิม แล้วคุณก็อยากจะนอนต่อเหมือนเดิม โดยรวมแล้วการนอนพักผ่อนถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรนอนให้เป็นเวลา นอนให้ครบเวลา พยายามที่จะลุกขึ้นมาทำกิจกรรมในวันต่อๆไปให้ได้ อย่าปล่อยให้เวลาเสียเปล่าไปกับการนอนอย่างเดียว

 

สนับสนุนโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

รู้ก่อนใช้บุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้าเป็น วัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่ง

ซึ่งใช้แบตเตอรี่สำหรับในการทำงานเพื่อสร้างความร้อนรวมทั้งไอน้ำที่ประกอบไปด้วยสารต่างๆอย่างเช่น นิโคติน (Nicotine) โพรไพลีนไกลคอล (Propylene Glycol) กลีเซอรีน (Glycerine)สารแต่งกลิ่นและรส (Flavoring) และน้ำเมื่อเปิดเครื่องจะมีไฟสีแดงขึ้นพร้อมด้วยหลักการทำงานของแบตเตอรี่ เกิดความร้อนนั้นมีส่วนในการทำให้น้ำยาที่ใส่อยู่ข้างในระเหยขึ้นมาเป็นควัน เมื่อดูดเข้าไปในปอดร่างกาย

จะได้รับนิโคตินก่อนจะถูกพ่นออกมา ไม่มีควันจากการเผาไหม้ราวกับบุหรี่ธรรมดาทั่วๆไป บุหรี่ไฟฟ้าก็เลยไม่มีองค์ประกอบของน้ำมันดินหรือทาร์ (Tar) รวมทั้งคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งแล้วก็โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

ใครที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมแล้วก็มีแนวโน้มสูงมากขึ้นในช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่น ผู้ใช้จำนวนมากเป็นอีกทั้งผู้ที่เคยสูบบุหรี่แบบธรรมดาทั่วๆไปและก็คนที่เริ่มหรือทดลองดูดบุหรี่ จากสถิติการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเยาวชน (National Youth Tobacco Survey)จากปริมาณนักเรียน 2 ล้านคน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2557 พบว่าในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปลายมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น

จาก ปริมาณร้อยละ 4.5 เป็นปริมาณร้อยละ 13 แล้วก็ในกลุ่มเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีจำนวนมากขึ้นจากจำนวนร้อยละ 1.1 เป็นปริมาณร้อยละ 3.9 มากขึ้นถึง 3 เท่าตัวข้างใน 1 ปี ในประเทศไทยยังไม่มีการอนุญาตให้จัดจำหน่ายหรือนำเข้า บุหรี่ไฟฟ้า มีเพียงแค่การลักลอบจัดจำหน่ายในตลาดมืดก็เลยทำให้ยากต่อการเก็บข้อมูลทางสถิติคนอีกกลุ่มที่ค้นพบว่าใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็น คนที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ จากกลุ่มของตัวอย่างคนประเทศอเมริกาในเมืองแคลิฟอร์เนียปริมาณ 1,000 คน

ที่มีพฤติกรรมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันเป็นเวลา 1 ปี พบว่าจำนวนร้อยละ 60 มีทิศทางที่จะเลิกสูบบุหรี่แล้วก็ลดจำนวนสำหรับการดูดแต่ว่า Dr. Wael Al-Delaimy อาจารย์สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัวรวมทั้งสาธารณสุข ภาควิชาแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการใช้บุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับคนที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ไว้ว่า จากการค้นคว้าวิจัย การใช้บุหรี่ไฟฟ้าบางทีก็อาจจะไม่ได้ช่วยทำให้เลิกการกระทำการสูบบุหรี่ได้หนึ่งในตัวแปรสำคัญเป็นจำนวนนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษเช่นเดียวกันกับที่พบในยาสูบธรรมดาทั่วๆไป และก็ประเด็นนี้ยังจึงควรทำการวิจัยเพิ่มเติมต่อไป

บิ๊กไบค์มือสอง

การแต่งบิ๊กไบค์มือสองก็อปสุดอันตราย

ผมจะมาจัดอันดับของแต่ง บิ๊กไบค์มือสอง สุดอันตรายที่เพื่อนๆนักแต่งรถชอบซื้อมาแต่งรถกันนะครับ โดยอันดับที่ผมจัดมาตามสิ่งของแล้วก็ของที่จะเป็นอันตรายกับเพื่อนๆ

โดยความอันตรายผมจะเรียงจากน้อยไปหามาก ไม่เกี่ยวกับราคาหรือความนิยมแต่ประการใดนะครับแค่ความอันตรายก็พอถ้าเพื่อนๆใส่ของชิ้นนี้

สายน้ำมันเบรคปลอม

ที่นิยมกันมากก็จะเป็นสายถัก มีหลายแบรนด์หลายราคาหลายเกรด แต่แน่นอนมันก็ต้องมีของปลอม ปัญหาของการใส่สายเบรคปลอมไม่ว่าจะเป็นสายธรรมดาหรือสายถักก็จะเจอเหมือนกันคือคุณภาพสินค้าเพราะว่าสายเบรคปลอมไม่รู้ว่าเขาเอาสายเบรคจากไหนมาใส่ให้เราก็ไม่รู้ เขาทำมาแค่ตัวย้ำหัวเฉยๆแล้วก็เอาป้ายโลโก้นั้นๆเข้ามาเสียบแล้วก็นำมาขาย

แต่ที่ร้ายกว่านั้นเขาจะทำสายเบรคมาให้แยกไม่ออกว่าเป็นสายแท้หรือสายเทียม บางร้านก็ไม่บอกด้วยว่าเป็นของแท้หรือของเทียมถ้าใครดูไม่ออกก็ถือว่าเสียค่าโง่ไปเลย

แต่อันนี้มาพูดถึงผู้ที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นของปลอมแต่ก็ยังฝืนใส่อยู่แล้วมันจะเกิดผลอะไรบ้าง ปัญหาหลักๆของสายเบรคปลอมที่จะเจอคือน้ำมันลั่วน้ำมันซึมตามข้อต่อบ่อยครั้ง หรือถ้าสายไม่มีคุณภาพมากก็จะทำให้เกิดสายแตกขึ้นมาได้

แต่ก็ยังโชคดีที่ถ้าเพื่อนๆเจอปัญหาน้ำรั่วน้ำมันซึมหรือว่าสายถักมันแตกปัญหาเหล่านี้เพื่อนๆสามารถที่จะรู้ร่วงหน้าได้ก่อน ถ้าเกิดว่าน้ำมันมันรั่วเพื่อนๆก็เห็นได้ไม่ยากเพราะจะมีน้ำมันไหลออกมาตามสายหรือตามข้อต่อ

 

ผ้าเบรคปลอม

ก็ไม่ถือว่าเป็นของแต่งแต่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ของเทียบหรือว่าของเทียม เพราะว่าราคามันค่อนข้างจะถูกกว่าของแท้มาก อย่างรถของผมถ้าเปลี่ยนผ้าเบรคล้อหน้าจากศูนย์ทั้งหน้าและหลังจะอยู่ที่เกือบๆ 500 บาท แต่ถ้าไปเปลี่ยนตามร้านทั่วไปจะเป็นของปลอม

ราคาจะอยู่แค่ 100กว่าๆหรือ 200เท่านั้นเอง เรียกได้ว่าครึ่งต่อครึ่งกันเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเหตุผลส่วนใหญ่ที่คนทั่วไปจะเลือกของเทียบแทน ทีนี้มาพูดถึงปัญหาที่เพื่อนๆจะต้องเจอกันเมื่อใส่ผ้าเบรคเทียบหรือของเทียม

สิ่งแรกที่เพื่อนๆจะเจอก็คือการเบรคไม่ค่อยอยู่เมื่อเทียบกับของแท้ ต่อมาคือรูปทรงมันอาจจะคล้ายๆ ช่างทั่วไปก็จะบอกว่าใส่ได้

แต่พอใส่เข้าไปแล้วมันจะไม่แน่นไม่พอดีเหมือนอย่างของแท้ ปัญหาต่อมาก็คือเวลาเราเบรคจะมีเสียงอิ๊ดๆหรือว่าเสียงผ้าเบรคถูตลอดเวลา ต่อมาก็คือผ้าเบรคกินจานเบรค โดยตามหลักแล้วผ้าเบรคจะมีความอ่อนกว่าจานเบรคค่อนข้างมาก

ซึ่งจะทำให้จานเบรคสึกหรอนานกว่าผ้าเบรคนั่นเองครับ ถ้ากรณีผ้าเบรคกินจานเบรคมากกว่าปกติก็จะทำให้จานเบรคของสึกหลอมากกว่าปกตินั่นเองครับ

ตอนแรกจะเสียแค่ค่าผ้าเบรคแต่จะต้องมาเสียค่าเปลี่ยนจานเบรคด้วย

หรือผ้าเบรคจะกินจานเบรคไม่เสมอกันเช่นอาจจะกินขอบบนขอบล่างหรือว่ากินแค่ตรงกลางก็ให้เพื่อนๆลองสังเกตุจานเบรคของรถเพื่อนๆดูครับ ปัญหาต่อมาความร้อนสะสมของระบบเบรค ความร้อนสะสมตรงผ้าเบรคแล้วก็จานเบรค ถ้าเกิดมันร้อนมากๆก็จะทำให้เบรคไม่อยู่ แล้ว

ก็ปัญหาอย่างสุดท้ายจะร้ายแรงมากหากว่ามันเกิดขึ้น ผ้าเบรคไม่ยอมกลับตำแหน่ง หมายความว่าเวลาเราเบรคแล้วผ้าเบรคไม่ยอมเด้งกลับมาตำแหน่งเดิมแต่ปัญหานี้ไม่ค่อยจะเกิดเท่าไหร่ ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดจากการใส่ผ้าเบรคที่ไม่พอดี

ปวดหัวบ่อยๆ ปวดตำแหน่งไหน สื่อถึงอะไร

ปวดศรีษะในตำแหน่งต่างๆ บางทีอาจจะเพียงพอบอกโรคอย่างคร่าวๆได้บ้าง

1. โรคปวดหัวที่พบได้มากที่สุด เป็นโรคปวดศีรษะที่เกิดขึ้นจากการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบๆ หัวหรือศีรษะของเรา ตำแหน่งที่ปวดหัวที่พบได้ทั่วไปเป็น ตำแหน่งรอบๆ หน้าผากแล้วก็ขมับทั้งสองข้าง บางคราวก็ร้าวมาที่ข้างหลังของหัวและก็ก้านคอ รวมทั้งบ่าไหล่ร่วมด้วย อันนี้เป็นสภาวะที่อาจเกี่ยวกับความเคร่งเครียดด้วย

2. ปวดหัวจากโรคไมเกรน จะมีลักษณะอาการปวดรอบๆ ขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งอาจจะปวดสลับกันได้ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวา รวมทั้งเวลาปวดบางครั้งก็อาจจะมีเจ็บปวดรวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย คนป่วยก็จะมีลักษณะอาการอ้วกคลื่นไส้ เวียนหัว แล้วก็ตอนที่มีลักษณะอาการปวด ถ้าหากอยู่ในที่แสงไฟแรง เสียงดังหรือกลิ่นแรงอาการจะแย่ลง

3. ปวดอันถัดไปก็เป็นปวดที่พบได้มาก เป็นปวดรอบๆ โหนกแก้มทั้งสองข้างลงมาจนกระทั่งรอบๆ หน้าผากด้วย หรือปวดตรงรอบๆ สันจมูก อันนี้เป็นตำแหน่งของไซนัส ถ้ามีการอักเสบของไซนัส ผู้เจ็บป่วยก็จะมีลักษณะปวดที่ตรงตำแหน่งนี้

4. ปวดที่เกิดขึ้นมาจากการอักเสบของฟันกราม ชอบมีลักษณะอาการปวดรอบๆ หน้าใบหู ซึ่งสมาคมกับการบดของกินร่วมด้วย คนเจ็บบางบุคคลอาจไม่ทราบว่าตนเองมีการกัดฟันตอนเวลาเข้านอน ตื่นรุ่งเช้ามาก็คิดว่าเวลาขยับปากหรือเวลาบดของกิน จะรู้สึกเจ็บปวดรอบๆ หน้าใบหู บางทีก็อาจจะส่งผลกับภาวการณ์กระดูกฟันกรามหน้าใบหูอักเสบได้

5. ลักษณะของการปวดบางครั้งอาจจะมาจากโรคที่รุนแรงมากยิ่งกว่านั้นได้อีก ไม่ว่าจะเป็นโรคเส้นเลือดสมอง หรือโรคเนื้องอกสมอง ซึ่งเหล่านี้ ลักษณะของการปวดจะมีลักษณะร้ายแรง มีการปวดที่เป็นอย่างหนักเพิ่มมากขึ้นประเภทที่ว่า ในชาตินี้ไม่เคยปวดอย่างนี้มาก่อน ไม่เคยปวดแบบงี้จนกระทั่งอายุเกิน 50 ปี อันนี้พวกเราก็เริ่มสงสัยแล้ว นอกเหนือจากนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการมองเห็นที่เปลี่ยนไปจากปกติ ไม่ว่าจะเห็นภาพซ้อน หรือเห็นไม่ชัดเจน มีการชาหรืออ่อนกำลังของกล้ามต่างๆ ของร่างกายร่วมด้วย หรือบางบุคคลอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีลักษณะการกระทำที่แตกต่างจากปกติไปกว่าเดิม รวมถึงชัก เมื่อมีลักษณะอาการพวกนี้ ชี้แนะให้มาเจอหมอโดยเร่งด่วน หรือลักษณะของการปวดหัวที่เป็นไข้หรือคอแข็งร่วมด้วย เหล่านี้บางทีอาจจะสื่อได้ว่าว่ามีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง อันนี้ก็แนะนำให้รีบมาพบหมอโดยเร็ว

การเลือกเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของเรา

ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินหรือปัญหาเกี่ยวกับหูหรือเสียง หรือรูปแบบต่างๆที่เราจะต้องพึ่งเครื่องช่วยฟัง เพื่อมาแก้ไขกับปัญหาต่างๆที่เราเจอ

ดังนั้นการเลือกเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมกับการใช้งานนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญพอๆกับการมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของหู

หากมีการเลือกรุ่นหรือการใช้งานมาไม่ถูกกับความต้องการ นั้นก็เท่ากับว่าเราจะเสียเงินทิ้งแบบฟรีๆได้ และก็เสียเงินแบบเปล่าประโยชน์โดยไม่ได้อะไรกลับมาเลย แถมไม่ช่วยให้เราได้ยินดีขึ้นได้อีกด้วย ดังนั้นการเลือกเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมกับการใช้งานนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด และเพื่อให้ได้ผลตอบรับที่ดีเราก็ควรมีวิธีการเลือกให้เหมาะสมดังต่อไปนี้

เครื่องช่วยฟังแบบธรรมดา (Analog)

เครื่องช่วยฟังรุ่นนี้เป็นเครื่องช่วยฟังที่ไม่มีการซับซ้อนแต่อย่างใด เพราะเนื่องจากกลไกลการทำงานของมันไม่ได้มีการยุ่งยากอะไรมากนัก และราคาก็ไม่ได้แพงอะไรเลย ในการใช้งานก็สามารถปรับเสียงได้เองตามความเหมาะสม อาจจะพูดได้ว่ารุ่นนี้ไม่มีความโดดเด่นอะไรเลย และเหมาะกับผู้ที่งบน้อยและผู้ที่ไม่ชอบกลไกลการทำงานที่มีความซับซ้อนอะไรเลย

เครื่องช่วยฟังแบบกึ่งดิจิตอล(Programmable)

เครื่องช่วยฟังรุ่นนี้จะมีการพัฒนาขึ้นมาจากรุ่นที่หนึ่งขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง นั้นก็คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใส่บ้างนิดหน่อย เพื่อเป็นการอัพเดทให้กับรุ่นนี้ ได้มีการเพิ่มการทำงานให้ดีขึ้น แต่ในเรื่องของเสียงจะเป็นระบบเดียวกับรุ่นธรรมดา แต่รูปแบบการปรับเสียงนั้นจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อให้ผู้ใช้ได้ปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการที่ง่ายขึ้น ซึ่งนั้นจะเป็นการใช้งานง่ายขึ้นและดีกว่ารุ่นธรรมดาอยู่นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก 

ซึ่งหากผู้ใช้งานนิยมหรือถนัดแบบไหนก็สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ เพราะระบบการทำงานเรียกว่าไม่ค่อยแตกต่างกันเลย

เครื่องช่วยฟังแบบดิจิตอล (Digital)

เครื่องช่วยฟังในรุ่นนี้เป็นเครื่องช่วยฟังที่เป็นการพัฒนาให้ใช้งานง่ายขึ้น มีการปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น ระบบของเสียงมีการพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นของการได้ยินหรือการปรับเสียงให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งาน

แน่นอนแหละว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นที่ดีกว่า 2 รุ่นที่ผ่านมาซึ่งนั้นก็หมายถึงคุณภาพของเสียงอีกด้วย ซึ่งจะสามารถตัดเสียงรบกวนอย่างอัตโนมัติ และยังสามารถรับฟังเสียงได้หลายช่องทางอีกด้วย

ไม่ว่าท่านจะเลือกเครื่องช่วยฟังแบบไหน สิ่งสำคัญของการเลือกใช่นั้นก็คือเงิน หากมีงบในการซื้อเครื่องช่วยฟังที่มากพอก็เลือกซื้อตามความต้องการได้เลย แต่หากมีงบประมาณที่จำกัดท่านก็ควรเลือกซื้อที่มันใช้งานโดยตรงและควรเลือกซื้อแบบคุ้มค่าของมัน 

อาการน่าเป็นห่วง เมื่อแพ้นมวัว

ถึงแม้ว่านมวัวจะอุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียมสูง และวิตามินมากมายที่เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายช่วยในการเจริญเติบโตและระบบอวัยวะต่างๆ แต่ถึงจะมีประโยชน์มากแค่ไหนก็ตาม ก็ยังพบว่ามีผู้แพ้นมวัวอยู่ สามารถเป็นได้ตั้งแต่เกิด หรือบางคนก็พึ่งมารู้ตอนที่โตแล้ว โดยจะเกิดอาการแพ้รุนแรงจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งหากรู้ถึงสาเหตุและวิธีการป้องกันก็จะสามารถควบคุมอาการได้

อาการแพ้นมวัว
อาการแพ้นมวัวต่างกับภาวะขาดเอนไซม์ย่อยแล็กเทส ตรงที่อาการแพ้นมวัว จะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน จะมีอากรที่รุนแรงมากกว่า ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยแล็กเทส ซึ่งแลกโทสเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่พบในนมวัว ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือท้องเสีย หลังจากที่เรารับประทานผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมเข้าไป
โดยทั่วไปอาการแพ้นมวัวจะแตกต่างกันในแต่ละวัยดังนี้
           

           a. ในเด็กอ่อน
อาการที่พบจะมีตั้งแต่ขั้นเล็กน้อยตลอดจนรุนแรงมาก คือ
– ปวดท้อง อาเจียน
– มีผื่นลมพิษ ผื่นคันตามผิวหนัง
– ไอ หายใจเสียงดังวี้ด หายใจลำบาก
– หน้าบวม
หากอาการรุนแรงอาจมีอาการท้องเสีย มีเลือดออกช่องทวารหนัก และเด็กจะร้องไห้ไม่ยอมหยุด ซึ่งอาการจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อหยุดให้เเด็กดื่มนมสูตรนี้เท่านั้น
         

           b. ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่
อาการที่พบจะมีความรุนแรงมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนอาจจะแพ้ทันทีที่ดื่มนมไป หรือแพ้ทันทีที่รับประทานอาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ อาการที่พบจะ
– มีลมพิษ
– หายใจดังวี้ด
– อาเจียน
แต่บางคนอาจแสดงอาการเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง
– อุจจาระเหลว อาจมีเลือดปน ท้องเสีย เป็นตะคริวที่ช่องท้อง
– ไอ หายใจดังวี้ด
– น้ำมูกน้ำตาไหล
– มีผดผื่นคัน ซึ่งพบบ่อยบริเวณรอบปาก

ภัยเงียบที่ไม่รู้ตัวกับการเป็นโรคไขมันพอกตับ

ต้องยอมรับนะว่าในสมัยนี้อาหารที่มีแต่ไขมันผสมอยู่มากกว่าปกติ ซึ่งทำให้คนในสมัยนี้ล้วนทานอาหารที่มีแต่ไขมันทั้งนั้น และอย่างที่ทราบกันดีว่าทุกวันนี้เป็นเวลาที่เร่งด่วนจึงไม่ค่อยมีคนได้ออกกำลังกันมากนัก ซึ่งนั้นคือสาเหตุที่ทำให้เราเสี่ยงที่จะเป็นโรคไขมันพอกตับกันค่อนข้างมาก

การเกิดโรคไขมันพอกตับนั้น เกิดจากสาเหตุที่เราไม่สามารถนำไขมันมาใช้ได้หมด จึงเกิดการสะสมขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไขมันเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่เราทาน แป้ง น้ำตาล และไขมัน ในปริมาณที่เยอะและไม่สามารถนำออกไปใช้ได้หมดนั้นเอง นอกจากนั้นการเป็นไขมันพอกตับยังเกิดจากการดื่มสุราและการมีแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นจำนวนมากอีกด้วย

แต่ทว่าแอลกอฮอล์นั้นก็มิได้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เราเกิดโรคไขมันพอกตับหรอกนะ เพราะสาเหตุที่สำคัญหรือสาเหตุหลักๆมาจากการกินอาหารจำพวกมันจัด อาหารหวาน หรืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปนั้นเอง การทานอาหารจำนวนนั้นมากๆมันจะเปลี่ยนไปเป็นไตรกลีเซอไรด์ในตับ

ถ้าหากมีไตรกลีเซอไรด์ในตับมากขึ้นเรื่อยๆ และร่างกายก็ไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมด มันจะเกิดภาวะสะสมในที่สุด และการเกิดภาวะไขมันพอกตับอย่างร้ายแรงที่สุดนั้นก็คือการอ้วน น้ำหนักตัวที่เกินเกรณ์ การเป็นเบาหวาน และอาจจะเป็นไขมันในเลือกสูง ซึ่งนั้นอาจจะส่งผลรวมไปถึงการเป็นโรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตับของเราได้อีกด้วย เช่นโรคไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี

คุณรู้หรือไม่ว่าการใช้ยาบางชนิดมีผลร้ายแรงต่อตับ

สำหรับยาที่เราทานเพื่อป้องกันโรคต่างๆนั้น มีบางชนิดที่สามารถส่งผลกับตับของเราได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดเหล็กเกินในตับได้

เราจะมีความเสี่ยงมากหรือน้อย มาดูกันเลย

  • เราจะสามารถตรวจหาน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปริมาณปกติหรือสูงมากกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • การตรวจนั้นอาจจะดูเรื่องเกี่ยวกับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงหรือมากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • การตรวจวัดความดันโลหิตพบว่าสูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจแล้วยังเป็นตัวกระตุ้นให้เป็นไขมันพอกตับได้อีก
  • การวัดรอบเอว สำหรับการวัดรอบเอวของผู้ชายและผู้หญิงนั้น จะสามารถบอกได้ โดยผู้ชาย รอบเอวที่มากกว่า 40 นิ้ว และผู้หญิงรอบเอวมากกว่า 35 อาจเสี่ยงต่อสภาวะไขมันพอกตับได้เป็นอย่างมาก